รฟท.เตรียมรื้อแผนเดินรถไฟใหม่ รองรับรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ย่ำรถไฟจะวิ่งได้เร็วและตรงเวลามากขึ้น ขณะที่รายได้จะเพิ่มเท่าตัว
นายประจักษ์ มโนธัม รองผู้ว่าการหน่วยธุรกิจการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนการเดินรถไฟใหม่ทั้งหมด เพื่อเตรียมรองรับรถไฟทางคู่ที่จะเริ่มก่อสร้างทันทีที่ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศผ่านการพิจารณาของรัฐสภา โดยแผนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของรถไฟ รวมทั้งทำให้การลงทุนคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อการก่อสร้างรถไฟทางคู่แล้วเสร็จตามแผนการที่กำหนด รถไฟจะวิ่งได้เร็วและสามารถให้บริการได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น
"ที่ผ่านมารถไฟไม่ได้ปรับปรุงมานาน นอกจากสภาพรางเก่าแล้ว สภาพรถที่ให้บริการยังมีอายุการใช้งานนานมากจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นหลายครั้ง แต่เมื่อมีรถไฟทางคู่ครอบคลุมไปในทุกเส้นทาง จะช่วยให้รถวิ่งได้เร็ว และตรงเวลากว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน"นายประจักษ์ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อรถไฟมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ปริมาณผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย เช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ สำหรับรถด่วนพิเศษปัจจุบันใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-17 ชั่วโมง แต่เมื่อมีรถไฟทางคู่จะสามารถลดระยะเวลาเดินทางเหลือเพียง 9-10 ชั่วโมง ดังนั้นขบวนรถไฟที่ให้บริการในเส้นทางนี้จากเดิมที่ให้บริการได้วันละ 1 เที่ยว แต่ในอนาคตจะเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยว ขณะที่รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณเท่าตัวด้วย
สำหรับความถี่ของขบวนรถไฟที่จะให้บริการในอนาคตเพิ่มขึ้นในทุกเส้นทาง โดยอาจจะกำหนดให้ครึ่งชั่วโมงมีรถไฟให้บริการ 1 ขบวนในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ เนื่องจากไม่มีปัญหารอหลีกเหมือนปัจจุบัน หากในอนาคตมีผู้โดยสารมากขึ้นก็อาจพิจารณาให้มีขบวนรถบริการทุก 15 นาที หรือเร็วกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร
โดย ตามแผนรฟท.จะได้จัดซื้อรถจักรเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เช่น รถจักรดีเซล จำนวน 20 คัน ที่ได้ลงนามสั่งซื้อไปแล้ว จะรับมอบได้ในอีก 15 เดือน โดยจะนำมาให้บริการขนส่งสินค้า ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างจะจัดซื้ออีก 50 คัน เพื่อนำมาให้บริการผู้โดยสาร และยังมีแผนจัดซื้อเพิ่มเติมอีกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้โดยสารในอนาคต
"รถไฟ 1 คัน คิดเป็นเงินหลัก 100 ล้านบาท เมื่อซื้อมาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มค่า และสอดคล้องกับการให้บริการอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการให้บริการผู้โดยสาร รวมทั้งเพิ่มรายได้ด้วย" นายประจักษ์ กล่าว









