วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการชี้ฟื้นฟูเสม็ด ต้องโปร่งใส

นักวิชาการชี้ฟื้นฟูเสม็ด หลังคราบน้ำมันรั่ว ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวในรายการ "Bussines Talk" ทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ระบุผลกระทบจากน้ำมันรั่วที่จ.ระยอง อยากให้มีหน่วยงานกลางเข้ามาประเมินทั้งหมด ทั้งแต่ความเสียหาย จนถึงการป้องกัน เพื่อแก้ปัญหาในอนาคต มีรายละเอียดดังนี้

ระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนในตอนนี้ ได้แก่ ระบบนิเวศหาดทรายของอ่าวพร้าว ยาว 600 เมตร คราบน้ำมันจะจับตามตัวสัตว์ทะเลขนาดเล็ก เช่น ปูลม หอย ยังทำให้สัตว์ทะเลที่ฝังอยู่ในทราย ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ง่ายๆ คือหายใจไม่ออก

ระบบนิเวศที่ได้รับผลต่อไป คือ แนวปะการังและหาดหินที่อยู่รอบบริเวณนี้

ผลกระทบจึงไล่กันมา ตามลำดับของการฟื้นตัว ดังนี้

1 คราบน้ำมันบนหาดทราย คงหมดไปภายในไม่กี่วัน ขึ้นกับว่าเขาช่วยกันตักช่วยกันซับขนาดไหน

2 ระบบนิเวศหาดทราย สัตว์ทั้งหลายที่ตายไป จะฟื้นตัวเมื่อไร แน่นอนว่านานกว่าการทำความสะอาดหาดเป็นแน่

3 ระบบนิเวศหาดหิน ยังไม่ค่อยมีคนสนใจ การทำความสะอาดจะนานแค่ไหน ต้องตามต่ออีก ระบบนิเวศพวกนี้อาจฟื้นตัวไล่หลังหรือพร้อมกับหาดทราย

4 แนวปะการัง แน่นอนว่าถ้าโดนเข้าไป คงฟื้นตัวช้าที่สุด อาจไม่ใช้คำว่า "เดือน" หน่วยต้องเป็นปีครับ กี่ปีว่ากันไป ต้องดูสภาพและติดตามไปเรื่อย ๆ

5 อย่าลืมระบบนิเวศพื้นท้องทะเลที่น้ำมันลอยผ่านและใช้สารเคมีให้จมตัวลง จะมีมากน้อยอย่างไร ต้องเก็บตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างตะกอนดิน แพลงก์ตอน สัตว์หน้าดิน วัดธาตุอาหาร วัดสารปนเปื้อน เฉพาะเก็บข้อมูลพวกนี้ทั้งหมดก็ว่ากันเป็นเดือนแล้ว ถึงจะตอบได้ว่าโดนแค่ไหนและจะฟื้นบ้างไหม คงไม่สามารถตอบได้ใน 3วัน 5 วัน (ตอบเร็วแล้วเป็นไง คงเข้าใจกันอยู่แล้ว)

เพราะฉะนั้น ปัญหาครั้งนี้ หากเอาแค่หายไปจากสายตาคงใช้เวลาไม่กี่วัน แต่ถ้าทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดกลับมาอยู่ในสภาพเดิม คงไม่ใช่เวลาเร็วขนาดนั้น และจำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบในหลายด้าน ตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล มีแนวทางชัดเจนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำหรือไม่และจะทำแค่ไหน

งานนี้ยังรวมถึงการขอข้อมูลจากชาวบ้านเพื่อนำมาประกอบและใช้ประเมินความเสียหาย

"บทเรียนเป็นคำที่เราเบื่อมาก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะเรียนจบสักที แต่ก็คงบอกได้แค่นี้ ขอให้ถือเป็นบทเรียน และทำทุกอย่างให้ชัดเจน โปร่งใส และตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ ด้วยหลักการและข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอ"

ตอนนี้กระบวนการแก้ปัญหาเหมือนกับเป็นการทำงานเฉพาะหน้า แต่เรื่องประเมินสิ่งแวดล้อม ต้องชัดเจน หน่วยงานที่ประเมิน ต้องเป็นหน่วยงานกลาง ไม่ใช่ให้ ปตท. มาประเมิน ต้องเป็นหน่วยงานกลาง เช่น กรมทรัพยากรฯ มหาวิทยาลัยต่างๆ สำนักงานสิ่งแวดล้อม ต้องมาประชุมร่วมกัน อย่างกรมประมง เก่งเรื่องประเมินสัตว์น้ำ เขาก็จะประเมิน กระทรวงท่องเที่ยว ก็ต้องเข้ามา ต้องชี้แจงให้ชัด ใครรับผิดชอบด้านไหน ข้อมูลจะได้โปร่งใสและรู้ที่มาที่ไป

บทเรียนแรกของเรื่องนี้ คือ การให้ข่าวข้อมูลต่างๆ ฟังแล้วก็มึนๆ การสื่อสารต่อสาธารณะต้องชัดเจน และมีข้อมูล ต้องมองกรณีเลวร้ายที่สุดก่อน แล้วสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจว่า ได้พยายามแก้ปัญหาอะไรไปแล้วบ้าง การให้ข้อมูล ต้องชัดเจน หน่วยงานต่างๆ ต้องมาแถลงในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ

"หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ควรต้องหาข้อมูล และมีบทบาทมากกว่านี้ ประชาชน ผู้ประกอบการจะได้อุ่นใจว่า มีหน่วยงานกลางได้ดูแล หน่วยงานสิ่งแวดล้อม ไม่ควรมองในแง่ดี ต้องมองร้ายไว้ก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแถลงให้ตื่นตระหนก แต่ให้พูดให้ชัดเจน ต้องแก้อย่างไร ทำอะไรไปแล้วบ้าง เพราะตอนนี้ ข่าวไปคนละทาง ไม่รวมกัน ไม่อธิบายให้คนไทยทราบ เราอาจประเมินอุบัติเหตุน้ำมัน แบบหนึ่ง แต่ในความเป็นสิ่งแวดล้อม คือ มันดูร้ายแรงนะ เราต้องทำให้ดีที่สุด ต้องทำให้ชัดว่า แต่ละหน่วยงานต้องทำอย่างไร เปิดให้คนเห็นเลย ต้องบอกด้วยว่าจะทำอะไร ต้องมีตัวชี้วัดต่างๆ ให้เห็นชัดเจน ว่าประเมินกันอย่างไร ให้ทำเป็นระบบ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้"