บีโอไอ เผย ยอดขอส่งเสริมลงทุนครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 56) มีมูลค่า 6.3 แสนลบ.มั่นใจ ยอดทั้งปี แตะ 1 ล้านลบ.ตามเป้า
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาวะการลงทุนภาคอุตสาหกรรมช่วงครึ่งปีแรกตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึง มิ.ย. 2556 มีมูลค่าลงทุนจำนวน 632,800 ล้านบาท โดยมีโครงการลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ จำนวน 1,055 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในส่วนของโครงการ 5.8% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 47% ทั้งนี้จากสถิติขอรับส่งเสริมช่วงครึ่งปีแรกพบว่าโครงการลงทุนที่ยื่นขอรับส่งเสริมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโครงการลงทุนที่มีมูลค่าลงทุน 20-200 ล้านบาท จำนวน 462 โครงการ โดยมีเงินลงทุนรวม 38,900 ล้านบาท แต่กลุ่มที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นกลุ่มโครงการลงทุนที่มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 104 โครงการ เงินลงทุนรวม 479,200 ล้านบาท
สำหรับกิจการที่ได้รับความสนใจการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การลงทุนในกลุ่มบริการ และสาธารณูปโภค จำนวน 256 โครงการ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนจำนวน 302,200 ล้านบาท โดยมียอดขยายตัว 190% หรือเกือบสองเท่าตัว โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ กิจการท่าเรือรับก๊าซธรรมชาติเหลว กิจการเขตอุตสาหกรรม กิจการผลิตไฟฟ้าชีวมวล กิจการศูนย์กระจายสินค้า และกิจการสวนสนุก
ด้านนายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า มั่นใจยอดลงทุนปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 1 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจประเทศในกลุ่ม CLMV มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และแนวโน้มการลงทุนจำนวนมาก เพื่อพัฒนาประเทศ โดยมองว่าประเทศในกลุ่มดังกล่าวมีความสำคัญกับประเทศไทย ประกอบกับธุรกิจให้บริการโดยเฉพาะท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่เติบโตสูงขึ้น และการลงทุนด้านยานยนต์จำนวนมากในปีที่ผ่านมาทำให้มีแนวโน้มผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก และผู้ประกอบการรถยนต์เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ ยังคาดว่าครึ่งปีหลังอุตสาหกรรมที่จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรโดยเฉพาะกิจการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วน โดยในระยะที่ผ่านมาได้มีการลงทุนก่อสร้างโรงงานเพื่อประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่คาดว่าในอีก 2-3 ปี มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
นอกจากนี้กิจการขนส่งทางอากาศขยายการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นการรองรับธุรกิจด้านท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจการบินที่มีการแข่งขันกันสูง จึงทำให้ต้องมีการลงทุนซื้อเครื่องบินใหม่จำนวนมาก









