วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาพัฒน์จ่อปรับจีดีพีรอบใหม่

สศช.ขอดูตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย.ก่อนปรับประมาณการจีดีพี และการส่งออกรอบใหม่ หลังพบสัญญาณส่งออก 5 เดือนขยายตัวเพียง2%

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงานการอบรม "โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง" ว่า หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี จาก 5.1% ลงมาอยู่ที่ 4.2% ถือเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการประมาณการของสภาพัฒน์ ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำสุดที่ 4.2% และขยายตัวสูงสุดที่ 5.2%

ทั้งนี้ ธปท.มองว่าเนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หมดลงเร็วกว่าคาด และการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า แต่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง คาดจีดีพีในครึ่งปีหลัง ขยายตัว 4 % เนื่องจากพื้นฐานยังอยู่ในเกณฑ์ดี แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง และจะเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2557 โดยจีดีพีจะโต 5% ตามประมาณการณ์เดิมที่ ธปท. ตั้งไว้

รอดูส่งออก มิ.ย.ก่อนปรับจีดีพี

นายอาคม กล่าวว่า ในส่วนของสศช.จะมีการปรับประมาณเศรษฐกิจปี2556 หรือไม่นั้น จะต้องรอพิจารณาตัวเลขการส่งออกในเดือนมิ.ย.นี้ก่อน ว่าจะขยายตัวแค่ไหน เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวของจีดีพี เพราะการส่งออกมีสัดส่วนถึง 70% แต่ในภาพรวมการส่งออกช่วง 5 เดือนที่ผ่านมามีการเติบโตเพียง 2% เท่านั้น เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่แนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง ก็ส่งสัญญาณขยายตัวไม่ดีนัก รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมีการลงทุนซื้อเครื่องจักรจำนวนมาก ดังนั้นทั้ง 2 ปัจจัยส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของจีดีพีอย่างมาก

"แม้ธปท.จะมีการปรับลดตัวเลขการส่งออกเติบโตเพียง 4% แต่สภาพัฒน์ยังต้องพิจารณายอดการส่งออกของเดือนมิ.ย.ก่อนที่จะปรับประมาณการณ์ส่งออกปีนี้ว่าจะขยายตัวเท่าใด จากเดิมที่คาดการณ์ส่งออกจะเติบโตประมาณ 7-9% แต่เนื่องจากช่วง 5 เดือนส่งออกไทยโตเพียง 2% เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น" นายอาคม กล่าว

อย่างไรก็ตาม การบริโภคในประเทศนั้น คงไม่สามารถทดแทนการส่งออกได้หมด ดังนั้นผู้ส่งออกจึงต้องเร่งออกไปหาตลาดใหม่ด้วย

สศช.แนะพุ่งค้าชายแดน-บริโภคภายใน

นายอาคม กล่าวด้วยว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังว่า จะต้องเร่งการส่งออกไปยังตลาดใหม่โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน และควรให้ความสำคัญกับการค้าขายบริเวณตะเข็บชายแดนมากขึ้น รวมทั้งพึ่งพาโครงการการลงทุนของภาครัฐทั้งการบริหารจัดการน้ำ 3 .5 แสนล้านบาท และการพิจารณาพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ที่อาจทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดความล่าช้า แต่หากดำเนินการได้ เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ในระยะยาว และโครงการที่เกิดได้เร็วจะเป็นการก่อสร้างถนนหนทาง

ส่วนการบริโภคภายในประเทศผ่านมาตรการลงทุนส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการใช้จ่ายจากภาคชนบท โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงพลังงาน เตรียมจัดทำมาตรการกระตุ้นด้วยแนวทางการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ สำหรับหลังคาบ้าน และอาคารสำนักงานต่างๆ

ในส่วนภาคการลงทุนซึ่งเดิมเป็นภาคที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ มูลค่า 2 ล้านล้านบาท ขณะนี้ล่าช้ากว่าแผน แต่ 2 โครงการนี้ยังไม่มีผลต่อเศรษฐกิจในปีนี้มากนัก เพราะมูลลงทุนในปีแรกยังต่ำ โดยสศช.ไม่ได้นำมาประเมินรวมอยู่ในการคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้

หวังจำนำข้าวกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเกษตร

สำหรับการใช้จ่ายภาคชนบทนั้นจะกระตุ้นผ่าน โครงการรับจำนำข้าวในช่วงเดือนต.ค.นี้จนถึงต้นปีหน้า แม้ว่าอาจมีการปรับลดราคารับจำนำลงไปบ้าง แต่เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการเกษตรได้

"ปีนี้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก เพราะการลงทุนภาคเอกชนจะให้สูงเหมือนปีก่อนคงทำไม่ได้ ส่วนโครงการรับจำนำข้าว แม้จะจำกัดปริมาณการรับจำนำ แต่ก็คาดว่าจะช่วยให้ประชาชนในต่างจังหวัดมีรายได้มากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยังมีแผนจะระบายข้าวในสต็อกออกไปให้ได้มากที่สุด รวมทั้งการดำเนินนโยบายติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ในบ้านเรือนเพื่อประหยัดพลังงาน การลดหย่อนภาษีจะกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลังได้ เพราะมีคนสนใจโครงการนี้จำนวนมาก ส่วนภาวะหนี้ครัวเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นเกิดจากโครงการถคันแรก และเป็นหนี้ส่วนบุคคล ซึ่งเมื่อเริ่มเข้าสู่การผ่อนรถแล้ว ระดับหนี้อาจไม่สูงมากนัก" นายอาคม กล่าว

สอท.หวั่นเศรษฐกิจปีนี้แย่ฉุดจีดีพี

ขณะที่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการที่ดัชนีความเชื่อมั่นเดือน มิ.ย. ลดลง ทำให้จีดีพีจากที่คาดว่าจะขยายตัวเกิน 5% น่าจะลดลงเป็นไม่ถึง 5 % หากเศรษฐกิจแย่ลง ระดับการขยายตัวน่าจะอยู่ที่ 4.5% และหากปัจจัยต่าง ๆ ช่วยสนับสนุน ก็อาจดีขึ้นเล็กน้อย การเติบโตทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 4.8% ซึ่งผลดีที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ ผลจากการที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่าง ๆ ทำให้การค้าดีขึ้นคล่องตัวขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วย หากทำงานได้เข้มข้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ลดลงไปมากนัก รวมทั้งตัวกระตุ้นโครงการลงทุน 3.5 แสนล้านบาท แม้ผลยังไม่เกิด แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ หลายคนเล็งผลดีจากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทด้วย จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย