กระทรวงท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ใหม่ มุ่งสู่ 2.2 ล้านล้านบาทปี 2558 เตรียมเสนอนายกฯ ขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ เน้นเจาะตลาดไฮเอนด์
นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในการประชุมเพื่อรายงานความคืบหน้านโยบายการสร้างรายได้ท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาทในปี 2558 ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีรับทราบ โดยมีกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เข้าร่วมวันที่ 17 ก.ค.นี้ ได้เตรียมนำเสนอให้รัฐบาลขยายเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวในปี 2558 จากเดิมที่ตั้งไว้ 2 ล้านล้านบาท เป็น 2.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.4 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ 8 แสนล้านบาท เนื่องจาก คาดว่าในปี 2557 ภาคการท่องเที่ยวน่าจะทำรายได้สูงถึง 2 ล้านล้านบาท เร็วกว่ากรอบระยะเดิมที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ ขณะที่ปีนี้มีสัญญาณแล้วว่ารายได้น่าจะสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท
ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงเตรียมเสนอแนะยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายใน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ด้านการตลาด ต้องรักษาฐานเดิมและขยายรายได้จากกลุ่มใหม่ ทำได้โดยกระตุ้นตลาดคุณภาพให้มีระยะพำนักในไทยนานกว่าเดิม และเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวให้สูงขึ้น 2. ด้านบูรณะรักษาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่รองรับการเติบโต
3.สร้างปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เช่น ยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลท่องเที่ยว เพื่อตั้งศาลท่องเที่ยวใน 5 จังหวัดหลัก และเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณายกระดับตำรวจท่องเที่ยวเป็นกองบัญชาการ เพื่อเพิ่มอำนาจการสอบสวนและสั่งฟ้อง 4.อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคนเข้าเมือง และการกำหนดลักษณะวีซ่า เช่น ขยายวันพำนักของกลุ่มคุณภาพอย่างกลุ่มลองสเตย์, จัดทำระบบอี-วีซ่า และ อำนวยความสะดวกวีซ่า On Arrival
และ 5.การพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับด้านท่องเที่ยว โดยขอให้มีมาตรการควบคุมการออกใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อไม่ให้เกิดบริการที่เป็นปัญหา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
นายสมศักย์ กล่าวด้วยว่า จะเสนอประเด็นปัญหาและอุปสรรคด้านการท่องเที่ยวที่มีอยู่ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัย และเตรียมนำเสนอให้ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ นอกจากนี้ จะนำเสนอแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยจัดสรรงบประมาณจากการจัดเก็บภาษีด้านท่องเที่ยวในสัดส่วนที่แน่นอน เหมือนกับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวกระจายให้ส่วนภูมิภาคนำไปพัฒนาและปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากโครงสร้างกองทุนแบบเดิมที่ต้องรอการจัดสรรจากงบประมาณประจำปีนั้น ไม่เพียงพอและไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ได้








