"เอเชีย"กำลังต่อสู้กับโรคระบาดในกุ้งครั้งใหม่ ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งในไทยลดลงมากถึง 40% หนุนให้ราคาขายตามร้านค้าต่างๆ ในสหรัฐพุ่งสูงขึ้น
โรคระบาดในกุ้งเกิดขึ้นที่ไทย ผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่สุดของโลก ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว หลังสร้างความเสียหายให้ผลผลิตในจีน ตามด้วยเวียดนามมาตั้งแต่เมื่อปี 2552 โดยผลผลิตที่ลดน้อยลงทำให้ช่วง2-3 เดือนที่ผ่านมาราคากุ้งในสหรัฐพุ่งขึ้นถึง 20%
ขณะที่ ร้านค้า และร้านอาหารในสหรัฐ แสดงความหวังว่า ภาวะกุ้งขาดตลาดจะเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ และบริหารจัดการได้ แต่พวกเขาจำเป็นต้องขึ้นราคาขายเพื่อเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อรายได้
"แลนดรีส์ อิงค์" เจ้าของเชนร้านอาหารทะเลหลายแห่ง รวมถึง บับบา กัมพ์ ชริมพ์ โค และแมคคอร์มิค แอนด์ ชมิคส์ หันไปนำเข้ากุ้งจากประเทศอื่น และพิจารณาเปลี่ยนแปลงรายการอาหารในร้าน ซึ่งนายริค เลียม หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่การเงิน ยอมรับว่า บริษัทอาจต้องขึ้นราคาอาหาร
"โรคตายด่วน" ระบาดในกุ้ง
สหประชาชาติ ระบุว่า การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือที่เรียกกันว่าโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) เป็นโรคร้ายแรงถึงตายสำหรับกุ้ง การระบาดหลายครั้งที่ผ่านมา เชื้อโรคทำให้ลูกกุ้งที่ติดเชื้อตายทั้งหมดก่อนโตเต็มวัย และขยายพันธุ์ได้
ช่วงเวลาที่ผู้ผลิตกุ้งในเอเชียตะวันออกกำลังได้รับผลกระทบจากโรคอีเอ็มเอสนั้น คู่แข่งของผู้ผลิตเหล่านี้ อย่าง อินเดีย และเอกวาดอร์ พยายามที่จะเข้ามาทดแทนในส่วนที่ขาดหายไป แม้ผลผลิตของประเทศเหล่านี้ยังไม่มากเท่าไทยก็ตาม
อย่างไรก็ดี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า โรคอีเอ็มเอส อาจเกิดขึ้นที่ใดในโลกก็ได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ
ข้อมูลจากเออร์เนอร์ แบร์รี ผู้ผลิตสิ่งพิมพ์เชี่ยวชาญด้านตลาดสินค้าเกษตรของสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า สหรัฐพึ่งพากุ้งนำเข้าเกือบทั้งหมดของการบริโภคในประเทศ และไทยก็เป็นแหล่งจัดหาใหญ่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของการนำเข้าเมื่อปี 2555 แต่เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐนำเข้ากุ้งจากไทยลดลง 27% และร่วงลงอีก 23% ช่วงม.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา นายพอล บราวน์ จูเนียร์ ประธานบริหารเออร์เนอร์ แบร์รี ระบุว่า ปริมาณนำเข้าลดลงต่อเนื่อง ผลกระทบก็ค่อนข้างมาก
ส่งผล "กุ้ง" ขาดตลาด
ขณะโฆษกของโครเกอร์ โค เชนซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังของสหรัฐ ระบุว่า ภาวะกุ้งขาดตลาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ค้าปลีกทุกราย และมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะกระทบต่อผู้บริโภคอย่างไรบ้าง
ขณะที่ ผณิศวร ชำนาญเวช นายกกิตติคุณ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า โรคอีเอ็มเอสอาจทำให้ผลผลิตรายปีตามปกติของประเทศลดลงราวครึ่งหนึ่งในปีนี้ มาอยู่ที่ 300,000 ตัน ซึ่งภาวะกุ้งขาดตลาดส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่สุดของไทยจำนวนหนึ่ง
ด้านบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (ซีพีเอฟ) รายงานว่า ผลกำไรจากการดำเนินการไตรมาสแรกปีนี้ ร่วง 70% จากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 3,440 ล้านบาท ขณะที่ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารไทย ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของไทย เผยว่า ยอดขาย และรายได้ จากธุรกิจกุ้งของบริษัท อาจลดลง 30% ปีนี้ หลังที่กำไรในไตรมาสแรกร่วงลง 54% มาอยู่ที่ 674 ล้านบาท
"เรามองเห็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศตลอดทั้งปี 2556 " ธีรพงศ์ ระบุ
คาดกุ้งเอเชียขาดทุนพันล้าน
ข้อมูลจากโกลบอล อะควาคัลเจอร์ อลิอันซ์ กลุ่มการค้าที่ไม่หวังผลกำไรในเมืองเซนต์หลุยส์ สหรัฐ ชี้ว่า โรคที่เกิดขึ้นอาจทำให้อุตสาหกรรมกุ้งเอเชียขาดทุนมากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ทั้งนี้ การระบุโรค และการควบคุมโรคเป็นเรื่องทำได้ยาก เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารของซีพีเอฟ ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากกรมประมงตรวจสอบฟาร์มเลี้ยงกุ้งตามชายฝั่งตะวันออกของไทย ได้ข้อสรุปที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย ที่ประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด ด้วยการพัฒนาสุขอนามัย และเน้นไปที่การเพาะพันธุ์กุ้งที่แข็งแรงขึ้น และสามารถป้องกันโรคอีเอ็มเอสได้
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ชัดเจนว่า โรคนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร บรรดานักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา บ่งชี้ว่า เชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคนี้ เป็นสายพันธุ์เฉพาะของแบคทีเรียที่พบทั่วไป คือ vibrio parahaemolyticus พบในน้ำกร่อยบริเวณชายฝั่ง พื้นที่ที่นิยมใช้เลี้ยงกุ้ง
นักวิจัยจากซีพีเอฟ แนะนำว่า จำเป็นต้องกักโรคลูกกุ้งไว้ก่อน 30 วัน ก่อนปล่อยลงบ่อเลี้ยง เพื่อควบคุมโรค และให้มั่นใจว่ากุ้งจะอยู่รอดได้ บรรดาผู้อยู่ในอุตสาหกรรมกุ้ง ต่างหวังว่า เมื่อสามารถระบุปัญหาได้แล้ว ผลผลิตจะฟื้นตัวอีกครั้งในเร็ววันนี้ ขณะที่ผู้บริหารซีพีเอฟแสดงความหวังว่า บริษัทสามารถกลับมาผลิตกุ้งได้ในระดับปกติอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้






