วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 8-12 กรกฎาคม 2556

เงินบาทฟื้นตัวขึ้นจากระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 11 เดือน ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ

หลังความกังวลต่อการชะลอการซื้อพันธบัตรของเฟดคลายตัวลง


ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้


อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น


อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคาร ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 15-19 ก.ค. 2556 ธนาคารพาณิชย์จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะทรงตัวใกล้ระดับ 2.50%


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.43% ในวันศุกร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ จากความกังวลว่าเฟดอาจจะปรับลดขนาดการซื้อพันธบัตรลง หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดี ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อพันธบัตรไทย รวมทั้งถ้อยแถลงของประธานเฟดที่ระบุว่า ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.57% ในวันพฤหัสบดี ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.74% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุน หลังราคาพันธบัตรปรับลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้า รวมทั้งการที่ประธานเฟดระบุว่ามียังความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป


ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

เงินบาททยอยฟื้นตัว หลังจากที่ร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 11 เดือนที่ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ จากข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเงินบาททยอยกลับมามีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวของตลาดหุ้นและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ ถูกกดดันจากถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งสะท้อนว่า เฟดคงประเมินทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะเริ่มดำเนินการถอยออกจากมาตรการ QE แต่กระนั้น เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อย ตามการปรับโพสิชั่นของนักลงทุนช่วงท้ายสัปดาห์


ในวันศุกร์ (12 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.16 เทียบกับระดับ 31.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (5 ก.ค.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (15-19 ก.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.90-31.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตากระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ และข้อมูลจีดีพีประจำไตรมาส 2/2556 ของจีน ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ค. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ การผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนมิ.ย. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนพ.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด (Beige Book)


เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรแข็งค่าขึ้น หลังจากที่ผันผวนในกรอบที่อ่อนค่าช่วงต้นสัปดาห์ โดยถูกกดดันจากการปรับลดอันดับเครดิตของอิตาลีลงมาที่ ‘BBB’ โดย S&P และสัญญาณการยืนอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วง 1 ปีข้างหน้าจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางยุโรป อย่างไรก็ดี เงินยูโรสามารถล้างช่วงติดลบ และทะยานกลับขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ถ้อยแถลงของประธานเฟดสะท้อนว่า เฟดคงจะประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างรอบคอบ ก่อนจะเริ่มชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการ QE


เงินเยนแข็งค่ากว่าระดับ 100 เยนต่อดอลลาร์ฯ อีกครั้ง หลังเงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงกดดันจากรายงานการประชุมนโยบายการเงิน (เดือนมิ.ย.) และถ้อยแถลงของประธานเฟด ที่กระตุ้นให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาของการถอยออกจากมาตรการ QE นอกจากนี้ เงินเยนยังมีแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมติคงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม พร้อมกับประเมินภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเชิงบวกมากขึ้นในการประชุมวันที่ 10-11 ก.ค. ที่ผ่านมา


ในวันศุกร์ (12 ก.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3037 เทียบกับ 1.2830 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (5 ก.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 99.33 เทียบกับ 101.18 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า


ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย


ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นโดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ หลังความกังวลต่อการชะลอปริมาณการซื้อพันธบัตรของเฟดได้คลายตัวลง ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,453.71 จุด เพิ่มขึ้น 0.86% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 6.03% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 46,653.83 ล้านบาท โดยบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 394.93 จุด ลดลง 0.92% จากสัปดาห์ก่อน


ตลาดหุ้นปรับร่วงลงในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ หลังข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ตอกย้ำความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในปีนี้ กอรปกับนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ หลังประธานเฟดระบุว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมากยังคงจำเป็นในช่วงระยะเวลาข้างหน้า (Highly accommodative policy is needed for the foreseeable future)


สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 15-19 ก.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงผันผวน และมีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ โดยต้องติดตามการรายงานจีดีพีไตรมาส 2/56 ของจีน ขณะที่ต้องจับตามองรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,423 และ 1,382 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,475 และ 1,526 ตามลำดับ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ


ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้นหลังเฟดส่งสัญญาณถึงความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายอย่างมาก โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 15,460.92 จุด เพิ่มขึ้น 2.15% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ ที่ออกมาดี ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพุธ โดยมีแรงขายทำกำไรก่อนการเปิดเผยบันทึกการประชุมเฟด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี หลังประธานเฟดระบุว่ามียังความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป


ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น หลังเฟดส่งสัญญาณดำเนินนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,506.25 จุด เพิ่มขึ้น 1.37% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับร่วงลงในวันจันทร์ จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด ก่อนที่จะปรับขึ้นในวันอังคาร หลังค่าเงินเยนอ่อนค่าลง จากนั้น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในวันพุธ จากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อันสะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย. ที่หดตัวลง 3.1% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ หลังประธานเฟดระบุว่ามียังความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปในอนาคตอันใกล้