วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาพัฒน์ชงข้อมูลครม.วิตกเศรษฐกิจชะลอ

สภาพัฒน์ชงข้อมูล ครม. ห่วงเศรษฐกิจชะลอ การบริโภค-ลงทุนเดือนพ.ค.หดตัว-เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจเดือนพ.ค.และแนวโน้มปี 2556 มีรายละเอียดเนื้อหาบางตอนที่น่าสนใจ ดังนี้

1.ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ค.

-ภาวะเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญในเดือนพ.ค.ยังแสดงให้เห็นถึงการลดลงของระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร มูลค่าการส่งออกและมูลค่าการนำเข้าซึ่งหดตัวลง 1.7%,03%,1.2%และ4.8%ตามลำดับ อย่างไรก็ตามดัชนีการบริโภคภาคเอกชนและดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

-ภาวะเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.2555 เครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญในเดือนพ.ค.ยังคงหดตัวทั้งด้านการใช้จ่ายและการผลิต โดยเฉพาะดัชนีการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการใช้จ่ายภาครัฐ เมื่อรวมกับข้อมูลในเดือนเม.ย.เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สอง มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตามภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง ในขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งด้านเงินเฟ้อที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ

-การใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอตัวต่อเนื่อง ตามการหดตัวของดัชนีการบริโภคภาคเอกชน 0.2% เทียบกับการขยายตัว 1.8%ในเดือนเม.ย. การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง 1.6% เป็นผลมาจากการชะลอตัวของปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่ง รวม 2เดือนแรกของไตรมาสสองดัชนีการอุปโภค บริโภคภาคเอกชนขยายตัว 0.8%ชะลอตัวลงจากการขยายตัว 3.9%ในไตรมาสแรก

-ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในเดือนพ.ค.ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนหดตัว 3.3%เทียบกับการหดตัว 0.9%ในเดือนก่อนหน้า 2เดือนแรกของไตรมาส 2 ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนหดตัว 2.1% ชะลอตัวลงจากการขยายตัว 11.1%ในไตรมาสแรก

-การส่งออกสินค้าเดือนพ.ค.2556 มีมูลค่า 19,494 ล้านดอลลาร์ หดตัว 5.1% เมื่อเทียบกับการขยายตัว 3.7%ในเดือนเม.ย. โดย2 เดือนแรกของไตรมาสสองส่งออกในรูปดอลลาร์ลดลง 1.2% เทียบกับการขยายตัว 4.5%ในไตรมาสแรก

-การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพ.ค.ลดลง 7.8%เนื่องจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนส่งออกมากกว่า 60% หดตัวลง 18.9% และเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่5 รวม 2เดือนแรกไตรมาสสอง ดัชนีผลผลิตหดตัว 6.0%

-ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้น 1.5% เป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 19 เดือน รวม 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาสินค้าเกษตร และดัชนีรายได้เกษตรกร ลดลง 1.9%, 0.8% และ 2.7% ตามลำดับ

- ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน พ.ค.มีจำนวน 1.8 ล้านคน รวม 2 เดือนแรกของไตรมาสสอง มีนักท่องเที่ยวจำนวน 3.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.4% เทียบกับ 18.9% ในไตรมาสแรก

-เสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 5 อัตราการว่างงานในเดือนเม.ย. อยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงตามดุลการค้า

- เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภาคต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1,051 ล้าน รวม 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 ดุลการค้า และดุลการบริการขาดดุล 1,085 ล้านดอลลาร์ และ 3,327 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 4,412 ล้านดอลลาร์

-การจัดเก็บรายได้สุทธิในเดือน พ.ค. 2556 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 326,802.8 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว 20,529.8 ล้านบาท หรือ 6.7% อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บรายได้ในเดือนพ.ค.ยังต่ำกว่าประมาณการ 21,887.2 ล้านบาท หรือ 6.3%

-สถานการณ์ด้านการเงิน ในเดือน พ.ค. สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ในขณะที่เงินฝากเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากปรับตัวลดลง อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

-สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ในเดือน พ.ค.ขยายตัว 12.3% ชะลอตัวลงจาก 13.4% ในเดือน เม.ย. ตามการชะลอตัวลงของสินเชื่อภาคครัวเรือนเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์

-เงินฝากธนาคารพาณิชย์ (รวมตั๋วแลกเงิน) ขยายตัว 12% เร่งตัวขึ้นจาก 10.7% ในเดือนก่อนหน้า ตามการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เพื่อรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ

-เงินทุนเคลื่อนย้ายในเดือน พ.ค.มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสุทธิ 172 ล้านดอลลาร์ สรอ. (ข้อมูลเบื้องต้น ธปท.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการกู้ยืมเงินระยะสั้นของภาคสถาบันรับเงินฝาก เพื่อบริหารสภาพคล่องในธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ

-อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทเฉลี่ยในเดือน พ.ค.อยู่ที่ 29.78 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.อ่อนค่าลงจาก 29.03 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.ในเดือนเม.ย. และในเดือน มิ.ย.เงินบาทได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 30.83 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.

2.สถานการณ์เศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างช้าๆ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาขยายตัวในเกณฑ์ต่ำในไตรมาสแรก แต่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงหดตัว อัตราการว่างงานยังอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ภาคการผลิตเริ่มมีเสถียรภาพ และส่งสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมาตรการขยายปริมาณเงิน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก

-เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา จากการประมวลข้อมูลของ Bureau of Economic Analysis ในรอบที่ 3 พบว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในไตรมาสแรกขยายตัวร้อยละ 1.8% ต่ำกว่าร้อยละ 2.4 ในการประมวลผลรอบที่ 2 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการบริโภคภาคครัวเรือนขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจภาคเอกชนในไตรมาส 2 ยังคงส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณการปรับลดขนาดมาตรการขยายปริมาณเงินในช่วงปลายปี 2556 ก่อนที่จะยุติมาตรการดังกล่าวในช่วงกลางปี 25557 ภายใต้การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

-เศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซน แม้ว่า เศรษฐกิจจะยังอยู่ในภาวะหดตัว และการว่างงานยังอยู่ในระดับสูง แต่เครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุด แสดงถึงการปรับตัวดีขึ้นของภาคเศรษฐกิจจริง โดยดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 48.8 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน

-เศรษฐกิจจีน เครื่องชี้สำคัญๆ ยังคงแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะดัชนี HSBC-PMI ภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย.ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับ 48.2 ซึ่งเป็นระดับที่แสดงถึงการหดตัวของกิจกรรมการผลิต

-เศรษฐกิจญี่ปุ่น การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการขยายปริมาณเงิน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจจริงฟื้นตัว ล่าสุดในเดือนมิ.ย. ดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 52.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 28 เดือน

3.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2556

เศรษฐกิจไทยในปี 2556 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 4.2-5.2 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี ในช่วงร้อยละ 2.3-3.3 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 0.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ