ขณะที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลกับแนวโน้มเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลังว่าจะอยู่ในภาวะ "ขาลง" และอาจกระทบต่อกำลังซื้อชะลอตัว
แต่มุมมองของ "บุญยง ตันสกุล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน เจาะตรงผู้บริโภคและร้านค้ารายย่อย กลับ "เห็นต่าง" ออกไป
บุญยง ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความเชื่อมั่นต่อกำลังซื้อระดับรากหญ้าในต่างจังหวัด ที่ยังได้อานิสงส์จากราคาพืชผลเกษตร โดยเฉพาะรายได้จากโครงการรับจำนำข้าว ทำให้มีเงินสะพัดสำหรับจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพราะชาวนาขายข้าวเข้าโครงการได้ในราคาที่สูงขึ้น แม้จะไม่ได้เต็มถึงเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท แต่ได้ 8,000-9,000 บาท ก็เป็นกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ต้องมาดูว่าค่าครองชีพในหลายจังหวัดจะเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรหรือไม่ แม้ว่าในเบื้องต้นยังไม่กระทบยอดขายของซิงเกอร์ก็ตาม
ขณะที่ยอดสินเชื่อที่ค้างชำระ หรือลูกค้าผิดนัดชำระค่างวดมีไม่สูงนัก โดยช่วงไตรมาสแรกปีนี้พบลูกค้าผิดนัดชำระหนี้มีน้อยกว่า 4% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะซิงเกอร์มีระบบขออนุมัติเครดิตก่อนขาย ซึ่งเป็นการกรองลูกค้าระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารซิงเกอร์ ยอมรับว่าถ้ามาดูเครดิตของลูกค้าผ่อนชำระในเขตเมือง อาจพบว่ามีฐานลูกค้าที่เครดิตไม่ผ่านมีมากขึ้น เพราะระบบเครดิตบูโรทำให้ยอดเครดิตลูกค้ามีปัญหา ในขณะที่ลูกค้าต่างจังหวัดไม่ค่อยพบปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากไม่ค่อยใช้บัตรเครดิต ทำให้การขยายตลาดของซิงเกอร์ ยังคงเดินหน้าได้ต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ซิงเกอร์ มีตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่เข้าถึงชุมชนในหมู่บ้านห่างไกลแล้วกว่า 3.5 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ หรือก่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซิงเกอร์ตั้งเป้าไว้ว่า จะมีตัวแทนขายเข้าตรงถึงทุกหมู่บ้านในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งกว่า 7 หมื่นหมู่บ้านให้ได้
แนวทางหนึ่งที่เตรียมไว้รองรับการขยายตัวแทนขาย ซิงเกอร์ เข้าสู่ชุมชนดังกล่าว ก็คือ จะวางแผนให้ลูกค้าที่อยู่ในบัญชีสินเชื่อผ่อนส่งสินค้าที่ซิงเกอร์มีอยู่ในมือกว่า 1.8 แสนรายในปัจจุบัน ปรับบทบาทเข้ามาเป็นผู้ช่วยขายด้วยระดับหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้เป้าหมายการกระจายสินค้า ซิงเกอร์ ให้เข้าถึงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศไทย มีความเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยง ล่าสุด ซิงเกอร์ พยายามเพิ่มสัดส่วนลูกค้าเป้าหมายจากผู้ซื้อรายย่อย มาเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทร้านค้ามากขึ้น ซึ่งไตรมาสแรกที่ผ่านมาทำได้ในสัดส่วน 50:50 และ 6 เดือนที่ผ่านมาก็สามารถเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่มร้านค้าเพิ่มขึ้นแล้ว
เมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ซิงเกอร์ ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ซิงเกอร์ ลิสซิ่ง มีทุนจดทะเบียน 850 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจเช่าซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า จักรเย็บผ้า และสินค้ากลุ่มอื่นๆ พร้อมกันนี้ ยังได้จัดตั้ง บริษัท ซิงเกอร์ เซอร์วิส พลัส มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ทำธุรกิจซ่อมแซมและดูแลอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ โดยการจัดตั้ง บริษัทใหม่ในครั้งนี้ จะทำให้การเติบโตของรายได้ใน 3-4 ปีข้างหน้ามีความแข็งแกร่งมากขึ้น
นอกจากนี้ ซิงเกอร์ ยังเดินหน้าแผนขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ไลเซ่นส์ จากบริษัทแม่ที่อเมริกา ในการเข้าทำตลาดในกลุ่มอาเซียน เพิ่มจากไทยไปอีก 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งใน 3 ประเทศนี้ วางเป้าหมายหลักสู่ประเทศที่มีศักยภาพสูงสำหรับขยายอันดับแรก คือ พม่า เนื่องจากเป็นตลาดเปิดใหม่ ที่มีความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อีกจำนวนมาก
"เฉพาะทีวี หากส่งเข้าไปจำหน่ายในพม่า ก็จะได้อีกมาก เพราะประชากรพม่ามีมากพอๆ กับประเทศไทย แต่ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้เลย เป็นโอกาสที่จะเพิ่มได้อีกมาก" ผู้บริหารซิงเกอร์ ย้ำ
ส่วนลาว เนื่องจากซิงเกอร์เข้าไปทำตลาดมาแล้วกว่า 17 ปี น่าจะเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง แต่คาดว่าอาจจะไม่หวือหวาหรือมองเป็นโอกาสใหม่เท่ากับพม่า ขณะที่ กัมพูชา ในแง่ของกำลังซื้อเชื่อว่าจะยังมีไม่สูงมาก เพราะเศรษฐกิจยังทรงตัว และไม่มีการลงทุนใหม่ๆ เข้าไปเหมือนเช่น พม่า ซึ่งต้องยกให้เป็นตลาดดาวรุ่งสำหรับการเปิดเออีซี









