วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงนโยบายภาครัฐ ตัวก่อวิกฤติรอบใหม่

นักเศรษฐศาสตร์ชี้เศรษฐกิจไทยไม่ซ้ำรอยวิกฤติปี 2540 ห่วง "ภาครัฐ"ชนวนก่อวิกฤติรอบใหม่ แนะรัฐควรเลิกประชานิยมแบบไม่จำกัดวงเงิน

วันนี้ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว (2 ก.ค. 2540) เป็นวันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศความพ่ายแพ้จากการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการปล่อย “ลอยตัว” ค่าเงินบาท ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจไทย และเป็นวันที่ภาคธุรกิจเริ่มเผชิญกับฝันร้าย จากหนี้ต่างประเทศที่ทะยานขึ้นกว่าเท่าตัว

นอกจากนี้ ยังเป็นวันเริ่มต้นของการ "ปิดกิจการ" ในหลายๆ ภาคธุรกิจ ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจในคราวนั้น ถือเป็น "บทเรียน" ครั้งเลวร้ายของประเทศไทย

แต่คำถามก็คือ ไทยลืมบทเรียนเหล่านี้หรือยัง เพราะว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในเวลานี้ มีหลายคนคิดว่ามีลักษณะคล้ายกับเมื่อ 16 ปีก่อน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเงินทุนไหลเข้า จนเพิ่มความเสี่ยงด้านฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ ทั้งในตลาดหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ภาพเศรษฐกิจในเวลานี้ถ้าดูผิวเผินอาจคล้ายช่วงวิกฤติปี 2540 คือ มีเงินไหลเข้าประเทศจำนวนมาก เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่สถานการณ์ที่แตกต่างในขณะนี้ คือ เงินที่ไหลเข้าปัจจุบัน "ไม่ได้เข้าสู่ภาคเศรษฐกิจแท้จริง" ส่วนใหญ่อยู่ในตลาดเงินและตลาดหุ้นเป็นหลัก

จากการสำรวจข้อมูล พบว่า ภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ได้พึ่งพาเงินต่างประเทศเหมือนกับเมื่อช่วงปี 2540 กล่าวคือ รอบนี้เงินที่สถาบันการเงินนำมาใช้ปล่อยสินเชื่อไม่ได้มาจากเงินกู้ยืมต่างประเทศ แต่มาจากเงินออมของประชาชน สะท้อนผ่านยอดสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D) ซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 90% เทียบกับปี 2540 ที่พุ่งเกินกว่า 100% ดังนั้น หากเกิดภาวะเงินไหลออก ความน่ากังวลจึงไม่เท่ากับช่วงปี 2540

นอกจากนี้ ที่แตกต่างอย่างชัดเจน คือ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปัจจุบันเราใช้แบบ "ลอยตัว" ปล่อยเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ต่างจากปี 2540 ที่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน "คงที่" ทำให้ภาคธุรกิจมองข้ามความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน จึงมีการกู้ยืมจากต่างประเทศจำนวนมาก

ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า เศรษฐกิจไทยในเวลานั้นมีความไม่สอดคล้องกัน (Mismatch) หลายด้าน โดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยน คือ มีการกู้หนี้ต่างประเทศจำนวนมาก และไม่ได้ปิดความเสี่ยงเรื่องนี้เอาไว้ เพราะขณะนั้นแบงก์ชาติใช้นโยบายกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ทำให้นักธุรกิจมองไม่เห็นความเสี่ยงในเรื่องพวกนี้

"ภาพเศรษฐกิจตอนนี้ แตกต่าง จากช่วงปี 2540 ชัดเจน เพราะเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ เอกชนจึงระมัดระวังในเรื่องนี้มากขึ้น และปัจจุบันก็ไม่พบสัญญาณของการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยน"

ธปท.ห่วงใช้นโยบายแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ ผู้ว่าการ ธปท. ห่วง เพราะมองว่าอาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจได้ในอนาคต คือ การตั้งความหวังที่จะให้นำนโยบายการเงินไปใช้ดูแล แก้ปัญหาในหลายๆ ด้าน เพราะนโยบายการเงินปัจจุบันถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ดูแลด้านเสถียรภาพราคาและเศรษฐกิจ แต่ขณะนี้เริ่มมีคนตั้งความหวังที่อยากให้นำไปใช้ดูแลด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายด้วย ซึ่งการคาดหวังต่อนโยบายการเงินลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมทั้งการเร่งขึ้นของราคาสินทรัพย์บางประเภทก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม ขณะที่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ ซึ่งสร้างความผันผวนต่อการลงทุนยังเป็นเรื่องที่ต้องคอยระมัดระวัง วิธีที่จะดูแลเศรษฐกิจได้ดีสุด คือ พยายามรักษาความสมดุลในด้านต่างๆ เอาไว้ และการดำเนินนโยบายการเงินก็ต้องเน้นความระมัดระวังไม่ทำอะไรที่สุดขั้วเกินไป

ห่วงวิกฤติมาจากภาครัฐ

เช่นเดียวกับ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มองว่าเงินทุนที่ไหลเข้าและกำลังไหลออกจากประเทศไทยในเวลานี้ ไม่ได้น่ากลัวเหมือนเมื่อปี 16 ปีที่แล้ว สาเหตุเป็นเพราะปัจจุบันเราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ทำให้ภาคธุรกิจมีความระมัดระวังในเรื่องนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินดอลลาร์สหรัฐจากต่างประเทศ

"สมัยก่อนเงินที่ไหลเข้า จะเข้าผ่านระบบแบงก์ ตอนนั้นเราเปิดให้มี BIBF (วิเทศธนกิจ) คือ กู้ยืมเงินต่างประเทศแล้วมาปล่อยให้ยืมต่อในประเทศได้ ทำให้เงินไหลเข้าระบบแบงก์ แล้วแบงก์ก็เอาไปปล่อยกู้ต่อ พอมีปัญหาเอ็นพีแอลจึงพุ่งขึ้น แต่เงินที่เข้ามาในปัจจุบันไม่ได้เข้าสู่ระบบแบงก์ เพราะส่วนใหญ่เข้าในตลาดตราสารหนี้"

ส่วนจุดเปราะบางซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่นั้น นายธีระชัยห่วงเรื่องวินัยการคลัง เพราะการดำเนินนโยบายทางการคลังช่วงที่ผ่านมาเป็นลักษณะเหยียบคันเร่งมากเกินไป ใช้นโยบายประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักเงินเข้าสู่มือประชาชน ในขณะที่รัฐบาลเอง ไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพื่อมาชดเชย

ห่วงเศรษฐกิจโตน้อย หนี้สาธารณะพุ่ง

สอดคล้องกับความเห็นของ นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่มองว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ต่างจากเมื่อ 16 ปีที่แล้วค่อนข้างชัดเจน ความน่าห่วงถือว่าน้อยลง แต่ถ้าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ ตัวแปรสำคัญก็คงมาจากภาครัฐเอง

นายสมชัย บอกว่า ช่วงปี 2540 สถาบันการเงินมีช่องโหว่จำนวนมาก มีการปล่อยสินเชื่อแบบไม่ระมัดระวัง ระดับผู้จัดการสาขาของธนาคารพาณิชย์ก็มีอำนาจในการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้านได้แล้ว จึงเกิดปัญหาตามมาจำนวนมาก โชคดีที่ฐานะการคลังสมัยนั้นเข้มแข็ง จึงเข้ามาช่วยแก้วิกฤติได้มาก แตกต่างจากสมัยนี้ที่ภาคการคลังอาจเป็นตัวสร้างปัญหาเอง

"มีความสุ่มเสี่ยงที่ภาคการคลัง อาจมีปัญหาได้ ตัวแปรสำคัญ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจช่วง 4-5 ปีข้างหน้า โตได้ 4-5% แบบนี้หนี้สาธารณะของเราอาจขึ้นไปแตะ 50-60% แค่ช่วงสั้นไม่กี่ปี หลังจากนั้นก็ปรับลงมาได้ เพียงแต่ความเสี่ยงตอนนี้อยู่ที่เศรษฐกิจโลกว่าจะเติบโตได้ดีหรือไม่ เพราะตอนขณะนี้ก็เริ่มมีสัญญาณที่ไม่ดีออกมาจากจีนบ้างแล้ว"

ที่น่ากังวลขณะนี้ นายสมชัยมองว่าถ้าเศรษฐกิจจีนมีปัญหา อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่รุนแรงได้ และผลกระทบอาจมากกว่าเมื่อครั้งซับไพร์ม ของสหรัฐด้วย เพราะปัจจุบันไทยมีการค้าขายกับจีนมากกว่าสหรัฐ ในขณะที่อาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยก็มีการค้าขายกับจีนที่มากด้วย ดังนั้นถ้าจีนมีปัญหา ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจอาเซียนรวมถึงไทยด้วย ถึงตอนนั้นหนี้สาธารณะของไทยคงไม่ได้อยู่ที่ระดับ 50-60%

ชี้เอกชนปรับตัวดี แต่ห่วงภาครัฐ

เช่นเดียวกับความเห็นของ นายวิรไท สันติประภพ นักเศรษฐศาสตร์อิสระ ที่มองว่า วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ต้นเหตุมาจากภาคเอกชนที่สะสมความเสี่ยงในด้านต่างๆ ไว้มาก โดยมีภาครัฐเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤติ เพราะไม่ดูแลปล่อยให้เกิดฟองสบู่ในภาคต่างๆ ทั้งแบงก์ชาติยังเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทจนหมดหน้าตัก

อย่างไรก็ตาม ตลอด 16 ปีมานี้ ภาคเอกชนไทยมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาก สะท้อนผ่านความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเกิดปัญหาขึ้น แต่สถาบันการเงินไทยยังมีกำไรดี มีฐานเงินทุนที่สูง แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นการปรับตัวมากนัก คือ ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรัฐบาล นักการเมือง ตลอดจนหน่วยงานด้านรัฐวิสาหกิจ ซึ่งพวกนี้ล้วนแต่เป็นความเสี่ยงที่อาจพาไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในรอบใหม่ได้อีกครั้ง

สาเหตุที่ นายวิรไท เห็นว่ากระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในเวลานี้ ดำเนินนโยบายโดยไม่คำนึงถึงอนาคตเลย เป็นลักษณะ “ลิงแก้แห” คือ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากมาตรการเศรษฐกิจที่ทำเอาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โครงการส่วนใหญ่เป็นลักษณะประชานิยม มากกว่าที่จะคุยเรื่องอนาคต พวกนี้ล้วนแต่ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถการแข่งขันไปเรื่อยๆ

"ปัญหาอาจดูไม่รุนแรงเหมือนกับปี 2540 ซึ่งตอนนั้นเราสะสมความไม่สมดุลหลายด้าน เกิดเป็นฟองสบู่ พอมากเข้าสุดท้ายก็แตก ส่วนตอนนี้เราอาจไม่เจอภาวะฟองสบู่แตกแรงๆ แต่อาจเจอสภาพซึมลึกไปเรื่อยๆ จากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ได้มองถึงอนาคตมากนัก"

แนะเลิกประชานิยมแบบไม่จำกัดวงเงิน

ขณะที่ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา ระบุว่า ภาระการคลังโดยรวมของรัฐบาลถือว่ายังเข้มแข็ง เพราะหนี้ต่อจีดีพีไม่ได้สูงมากนัก ที่สำคัญดอกเบี้ยกู้ยืมของรัฐบาลไม่ได้สูง จึงไม่ส่งผลต่อภาระหนี้ต่องบประมาณมากนัก เพียงแต่สิ่งที่รัฐบาลควรต้องระมัดระวัง คือ นโยบายประชานิยม ในแบบที่ไม่จำกัดวงเงินงบประมาณในการทำ เช่น รถยนต์คันแรก หรือ โครงการรับจำนำข้าว เพราะพวกนี้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าไร ซึ่งเสี่ยงต่อฐานะการคลังได้

"ถ้าจะให้หลุดจากความเสี่ยงภาคการคลังนั้น ก็ควรยกเลิกประชานิยมที่ไม่จำกัดวงเงินงบประมาณ หรือถ้าจะทำก็ควรจำกัดวงเงินว่าใช้ได้เท่าไร เพื่อลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นการบริหารเงินประเทศคงจะลำบาก"

เศรษฐพุฒิ เชื่อว่าระยะสั้น 5 ปีข้างหน้า ยังไม่เห็นช่องทางใดที่ดูแล้วเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคเศรษฐกิจให้เดินซ้ำรอยเดียวกับช่วงวิกฤติฯ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว และภาพเศรษฐกิจในขณะนี้แม้จะมีกลิ่นอายที่คล้ายกันบ้าง แต่โดยไส้ในแล้ว มีความแตกต่างที่ชัดเจน โดยเฉพาะความแข็งแรงของภาคสถาบันการเงิน และคุณภาพของสินเชื่อที่ปล่อยออกไป เพราะส่วนใหญ่มาจากเงินออมภายในประเทศ ไม่ได้มาจากการกู้ยืมต่างประเทศเหมือนเมื่อปี 2540 ที่สำคัญหนี้ต่างประเทศและหนี้ภาคเอกชนอยู่ระดับต่ำ ความเสี่ยงเหล่านี้จึงแทบหมดไป