ผลสำรวจม.หอการค้า เผยประชาชนผวางาบโครงการรัฐ ชี้ 3 โครงการรัฐ มีโอกาสคอร์รัปชัน ทำรัฐสูญ 5.5 แสนล้านบาท
ชี้3โครงการรัฐ คอร์รัปชัน สูญ5.5แสนล้าน
ผลสำรวจม.หอการค้า เผยประชาชนผวางาบโครงการรัฐ ชี้ 3 โครงการรัฐ มีโอกาสคอร์รัปชัน ทำรัฐสูญ 5.5 แสนล้านบาท
นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอค้าการไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจทัศนะต่อความวิตกกังวลในการคอร์รัปชันโครงการภาครัฐ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างระหว่างวันที่ 17-21 มิ.ย. ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ 70% ติดตามสถานการณ์คอร์รัปชันตั้งแต่ปานกลางถึงมากที่สุด โดย 37.7% ระบุว่า มีการคอร์รัปชันมากถึงมากที่สุด และ 45% มีปานกลาง ขณะที่ตอบว่ามีน้อยมากแค่ 4.4% โดยที่ 44% ระบุว่าการคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่เลวร้ายทำลายชาติ โดยผู้ที่ทำให้เกิดคอร์รัปชันมากที่สุดเป็นนักการเมือง 63.2% ภาคธุรกิจ ผู้ให้สินบน 49.2% ข้าราชการ ผู้รับสินบน 46.9% และ ประชาชนทั่วไป 11.6%
เมื่อถามว่า โครงการของรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด 76.5% ตอบว่า มีประโยชน์ปานกลางถึงน้อย หากแยกตามอาชีพที่เป็นรับจ้างรายวันกับเกษตรกร จะตอบว่า มีประโยชน์ปานกลางถึงมากที่สุด แต่หากเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าของกิจการ พนักงานเอกชนจะระบุว่า มีประโยชน์น้อยถึงปานกลาง แต่เมื่อถามว่าโครงการรัฐที่ดำเนินการคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด 78% ตอบว่ามีตั้งแต่ปานกลางถึงมากที่สุด โดยที่ตอบว่ามีมากถึงมากที่สุดมีถึง 50.3% และ 66.3% ตอบว่าคอร์รัปชันส่งผลเสียต่อตัวเอง ชุมชน และประเทศชาติ
ขณะที่ถามว่าโครงการรัฐ/หน่วยงานท้องถิ่น เปิดโอกาสให้คอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด 97.6% ตอบว่า มี โดย 44% ตอบว่ามีมากถึงมากที่สุด 33.1% ตอบว่ามีปานกลาง โดยที่ตอบว่ามีโอกาสคอร์รัปชัน เพราะมีการกำหนดสเปคงาน 32% กำหนดคุณสมบัติบริษัทไม่เป็นธรรม 21% มีการฮั้วประมูล 18.8% และมีเฉพาะข้าราชการเป็นกรรมการจัดจ้าง 13.6%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ฯ กล่าวว่า ประชาชนห่วงคอร์รัปชันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดย 75% ระบุว่าแต่ละโครงการมีโอกาสคอร์รัปชันปานกลางถึงมากที่สูง
โดยโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทนั้น 50.1% ระบุว่า จะคอร์รัปชันตั้งแต่ออกนโยบาย ขณะที่ 50% ระบุว่าล็อกสเปคผู้เข้าร่วมประมูล และ 66.7% ระบุว่าเป็นที่คณะกรรมการจัดจ้าง ส่วนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท 47.7% ระบุว่าจะคอร์รัปชันตั้งแต่กำหนดนโยบาย 60.7% เกิดในขั้นตอนล็อกสเปคผู้ประมูล และ 64.1% เกิดที่ขั้นตอนคณะกรรมการจัดจ้าง
นอกจากนี้ 70% ระบุว่า กังวลเรื่องหนี้ที่จะเพิ่มขึ้น โดย 37.5% กังวลต่อภาระหนี้ที่รัฐบาลต้องกู้มา และ 32.1% กังวลต่อภาระที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินกู้ ขณะที่ 13.1% กังวลเรื่องรัฐบาลขาดวินัยใช้เงิน ขณะเดียวกัน ระบุว่า ส่วนใหญ่จะคอร์รัปชันในสัดส่วน 11-25% ของวงเงินงบประมาณ โดยโครงการรับจำนำข้าว มี 18.8% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 11-15% ของงบประมาณ มี 21.1% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 16-20% ของงบประมาณ และ 17% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 21-25%
ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท มี 20.3% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 11-15% ของงบประมาณ มี 22.8% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 16-20% และ 15.5% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 21-25% ส่วนโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท มี 24.4% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 11-15% มี 22.2% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 16-20% และมี 15.5% ระบุว่าจะคอร์รัปชัน 21-25%
"หอการค้าไทยได้ประเมินก่อนหน้านี้ว่า การคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ มีประมาณ 10% ของงบประมาณโครงการ หรือปีละ 200,000 ล้านบาท คิดเป็น 2% ของจีดีพี ซึ่งถ้าคิดแค่โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินประมาณ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และลงทุน 2 ล้านล้านบาท เป็นวงเงินรวมๆ กันประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท หากมีการทุจริต 20% จะเสียหาย 5 แสนล้านบาท หากคิดที่ 25% ก็ประมาณ 5.5 แสนล้านบาท"นายธนวรรธน์ กล่าว
ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นเหตุผลทางการเมืองที่ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อรัฐบาลกลับคืนมา ปัญหาหนึ่งมาจากความไม่โปร่งใสของโครงการรับจำนำข้าว
"การปรับ ครม. ถึง 20 ตำแหน่ง ถือว่าเป็นไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาล เพราะว่าเป็นการปรับ ครม.ในช่วงเศรษฐกิจขาลง และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลก็เป็นขาลง การปรับ ครม.คงเป็นเหตุผลทางการเมือง แต่การเมืองก็เกี่ยวเนื่องต่อเศรษฐกิจ หากปรับแล้วทุกอย่างไม่ดีขึ้น เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น เป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจจะตัดสินใจยุบสภาในช่วงปลายปี" นายธนวรรธน์ กล่าว









