"วิเชษฐ์"สั่งปตท.ศึกษาตั้งหน่วยงานลดขั้นตอนการทำงานที่สลับซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินงานของปตท. ว่า ในปี 2555 ปตท.มียอดขาย 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งมียอดขาย 2.4 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 15.1% แต่ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่มากกว่ายอดขาย ปตท.จึงต้องเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน โดยสั่งให้ฝ่ายบริหารตรวจสอบงบการเงินย้อนหลัง 5 ปีและพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายรายการใดที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น เพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้และนำมาดูแลพนักงานที่ทำงานหนักเพื่อองค์กร
นอกจากนั้น ยังให้นโยบายฝ่ายบริหารว่าไม่ต้องการให้ปตท.เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ให้เน้นความแข็งแกร่งมั่นคงเพื่อจะเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เพราะที่ผ่านมาปตท.เติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยฝ่ายบริหารต้องพิจารณาระบบการบริหารงานภายในองค์กรว่ามีจุดใดที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้เพื่อให้การทำงานสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะโดยปกติองค์กรใหญ่จะมีขั้นตอนการทำงานที่สลับซับซ้อน หากลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางอ้อม
ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารต้องพิจารณาว่าควรมีหน่วยงานมาดูแลความสลับซับซ้อนในการบริหารองค์กรเช่นเดียวกับองค์กรใหญ่ๆในต่างประเทศหรือไม่ เพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
"ต้องทำให้องค์กรแข็งแกร่งมากกว่าการเติบโต ถ้าโตมากๆแต่กลวงหรือเปราะก็ไม่มั่นคง ถ้าวันนี้เติบโตไม่มากและหันมาสร้างความแข็งแกร่ง สิ่งที่จะตามมาในอนาคตคือความยั่งยืน ถ้าปีนี้หรือปีหน้าปตท.เติบโตในอัตราส่วนที่ช้าลง แต่ความแข็งแกร่งที่เกิดจากการแก้ไขระบบบริหารภายใน จะทำให้องค์กรเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต"
เข็น 2 บริษัทในเครือเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
อย่างไรก็ตาม การที่ปตท.เป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับจากสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การดำเนินธุรกิจของปตท.จึงต้องยึดหลักธรรมาภิบาล และบริษัทที่เป็นคู่สัญญาหรือคู่ค้าของปตท.จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลด้วยเช่นกัน โดยต้องพิจารณาว่าบริษัทเหล่านี้ดำเนินธุรกิจแบบ Clean Business หรือไม่ โดยต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากไม่ใช่ Clean Business จะไม่สามารถค้าขายหรือดำเนินธุรกิจกับปตท.ได้ เพื่อช่วยให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้น ยังสั่งให้ฝ่ายบริหารศึกษาพิจารณาว่าบริษัทในเครือปตท.บริษัทใดที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อจะพัฒนาให้เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป เช่น บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอยี่ จำกัด ส่วนบริษัทใดที่มีลักษณะหรือองค์ประกอบในการทำงานที่คล้ายกัน จะต้องพิจารณาว่าสามารถควบรวมกันได้หรือไม่ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมขององค์กร เพราะปัจจุบันปตท.มีบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก
เล็งผุดปั๊มเอ็นจีวีขนาดใหญ่ 8 มุมเมือง
สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ปตท.อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดการจัดตั้งสถานีบริการเอ็นจีวีขนาดใหญ่ 20-30 หัวจ่ายใน 8 มุมเมืองตามแนวท่อจ่าย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้ และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและลดความแออัดในชั่วโมงเร่งด่วน เพราะปัจจุบันเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงที่ได้รับความนิยม ซึ่งปัจจุบันปตท.มีสถานีบริการเอ็นจีวี 465 แห่งทั่วประเทศ และมีรถประมาณ 3.8 แสนคันใช้เอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง แต่ข้อจำกัดคือการเติมเอ็นจีวีแต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน โดยรถยนต์ทั่วไปจะใช้เวลาเฉลี่ยคันละ 5-10 นาที ขณะที่รถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถเทรลเลอร์ ใช้เวลาเฉลี่ยคันละ 25-30 นาที อีกทั้งสถานีบริการเอ็นจีวีในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และหัวจ่าย จึงเกิดปัญหาความแออัดจากการรอคิว
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างสถานีเอ็นจีวีจำเป็นต้องอยู่ในแนวท่อจ่าย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เพราะรถบรรทุกแต่ละคันไม่สามารถขนส่งเอ็นจีวีในปริมาณมากได้ อีกทั้งปตท.ขาดทุนจากการขายเอ็นจีวีเฉลี่ยวันละ 58 ล้านบาท จนถึงขณะนี้มียอดขาดทุนสะสม 6.3 หมื่นล้านบาท เพราะต้นทุนราคาเอ็นจีวีอยู่ที่ 15.58 บาทต่อกิโลกรัม แต่ภาครัฐมีนโยบายให้จำหน่ายที่ราคากิโลกรัมละ 10.50 บาท ซึ่งรัฐควรปรับสมดุลด้านราคาให้สะท้อนความเป็นจริงเช่นกัน การมีสถานีบริการเอ็นจีวีขนาดใหญ่ 8 มุมเมือง จะช่วยให้ผู้ใช้รถเอ็นจีวีสามารถวางแผนได้ว่าควรใช้บริการที่จุดใด ซึ่งจะลดความแออัดจากการรอคิวและลดปัญหาการจราจร
หนุนปรับโครงสร้างราคาพลังงาน
ส่วนกรณีแอลพีจีนั้น ปัจจุบันปตท.ต้องนำเข้าแอลพีจีปีละ 1.4 ล้านตัน เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณความต้องการในประเทศ โดยรัฐตรึงราคาขายปลีกแอลพีจีภาคครัวเรือนที่กิโลกรัมละ 18.13 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกแอลพีจีในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าไทย เช่น ลาว กิโลกรัมละ 49 บาท เวียดนาม กิโลกรัมละ 47 บาท พม่า กิโลกรัมละ 29 บาท จึงเกิดปัญหาลักลอบนำแอลพีจีไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในแต่ละเดือนปตท.ต้องสูญเสียถังก๊าซแอลพีจีประมาณ 8 แสนใบ ขณะที่ราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่กิโลกรัมละ 21.38 บาท ส่งผลให้เกิดการลักลอบนำแอลพีจีมาใช้ผิดประเภท
"การถูกควบคุมราคาทั้งเอ็นจีวีและแอลพีจี ถ้ามองอีกแง่หนึ่งถือเป็นการตอบแทนสังคมหรือซีเอสอาร์ ส่วนกรณีแอลพีจีแม้จะได้รับการชดเชยจากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่เงินดังกล่าวมาจากประชาชนที่ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานอย่างแน่นอน"
นอกจากนั้น ปตท.ยังมีแผนก่อสร้างคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG Receiving Terminal ระยะที่ 2 ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ที่จ.ระยอง หลังจากการก่อสร้างระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคลังระยะที่ 1 สามารถรองรับแอลเอ็นจีได้ปีละ 5 ล้านตันเช่นกัน และหลังจากนี้จะต้องเร่งพิจารณาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อก่อสร้าง LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 ต่อไป เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
เร่งสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
ส่วนเรื่องท่อส่งก๊าซธรรมชาตินั้น ปัจจุบันปตท.อยู่ระหว่างก่อสร้างท่อส่งจากจ.ระยอง-ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี-นครนายก-สระบุรี บริเวณ อ.แก่งคอย ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2557 ส่วนท่อส่งบริเวณภาคเหนือตอนล่างจากจ.สระบุรี-อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ระยะทาง 200 กิโลเมตร จะแล้วเสร็จต้นปี 2558 และอ.แก่งคอย จ.สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 112 กิโลเมตร จะแล้วเสร็จปลายปี 2558
สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในปี 2558 นั้น ปตท.จะต้องศึกษากฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะ AEC จำนำมาทั้งโอกาสและอุปสรรค บริษัทที่อ่อนแอจะไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทที่มีความแข็งแกร่งได้ ส่วนบริษัทที่เข้มแข็งอาจถูกท้าทายได้เช่นกัน ขณะที่การลงทุนของปตท.ในต่างประเทศแต่ละโครงการต้องผ่านการศึกษาและพิจารณาเรื่องการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก
"เป้าหมายของผมคือต้องการให้ปตท.มีระบบบริหารภายในที่แข็งแกร่ง ไม่ต้องเติบโตอย่างรวดเร็ว และในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท.จึงไม่สามารถดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหวังกำไรเพียงอย่างเดียว ต้องคิดเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและสังคมด้วย เพราะนี่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ"









