"ไทย-เมียนมาร์"ลงนาม SPV เดินหน้าโครงการฯทวาย วางกรอบเดินหน้า 5 โครงการแรก ในระยะ 5 ปี วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท
ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย - เมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาที่ครอบคลุมในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง (JHC) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย และนายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีของเมียนมาร์เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17มิ.ย.
นายกิตติรัตน์ เปิดเผยว่าที่ประชุมฯได้ข้อสรุปถึงเรื่องโครงการสร้างและบทบาทหน้าที่ของนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle :SPV) และมีการลงนามร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมาร์ในการก่อตั้ง SPV รวมทั้งมีการจัดตั้งบริษัททวาย เอสอีแซด ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (Dawei SEZ Development Co.,Ltd) ซึ่งฝ่ายไทยและเมียนมาร์จะถือหุ้นเท่ากันฝ่ายละ 50% โดยฝ่ายเมียนมาร์ถือหุ้นผ่านหน่วยงาน The Foreign Economic Relations Development (FERD) ส่วนไทยถือหุ้นผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ “NEDA” ซึ่งการลงนามในสัญญาก่อตั้ง SPV ดังกล่าวถือว่าเป็นกลไกทางกฎหมายที่สำคัญในการพัฒนาโครงการฯทวายให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมตามแผนที่ได้มีการวางไว้
นอกจากนั้นที่ประชุมฯยังเห็นชอบแผนการพัฒนาโครงการฯทวายในระยะ 5 ปีแรก (2013 - 2018) โดยจะเน้นการก่อสร้างโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ 1.ถนนเชื่อมต่อโครงการทวายมายังบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี 2.ท่าเรือขนาดเล็ก 3.โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ 4.อ่างเก็บน้ำ และ 5.พื้นที่รองรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระยะเริ่มต้นและระยะกลาง
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-เมียนมาร์เพื่อพัฒนาโครงการทวาย (JCC) เปิดเผยว่าการลงนามตั้ง SPV ในวันนี้มีการใช้เงินในการก่อตั้งแค่เพียง 12 ล้านบาท โดยฝ่ายไทยและเมียนมาร์ลงเงินกันคนละ 50% คือฝ่ายละ 6 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากการดำเนินงานของ SPV เป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกในการลงทุนในโครงการฯทวายเท่านั้นขณะที่การลงทุนที่เป็นเม็ดเงินจริงๆในโครงการต่างๆ จะเป็นการลงทุนของนิติบุคคลย่อย (SPCs) ที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าโครงการที่มีการลงทุนในระยะ 5 ปีแรกในส่วนของโครงร้างพื้นฐานคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามโครงการฯทวายถือว่ามีความสำคัญและมีขนาดใหญ่มาก โดยมีมูลค่าของโครงการเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งยังไม่รวมโรงงานอุตสาหกรรมที่จะเข้าไปตั้งในโครงการสูงถึง 3 - 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9 - 12 ล้านล้านบาท โดยพิมพ์เขียวในการก่อสร้างโครงการจะคล้ายกับที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)ได้มีการออกแบบไว้ แต่ได้มีการปรับปรุงในบางส่วนจากความช่วยเหลือในการทบทวนแผนโครงการของรัฐบาลญี่ปุ่น
“เท่าที่มีการพูดคุยกันญี่ปุ่นให้ความสนใจกับโครงการฯทวายเทียบเท่ากับโครงการฯติลาวา และโครงการทวายก็มีขนาดใหญ่กว่าโครงการติลาวาถึง 10 เท่า และมีขนาดใหญ่กว่ากว่านิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทย 10 เท่าเช่นกัน โดยขณะนี้โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านบาท และมีผลทางเศรษฐกิจคิดเป็น 16% ของจีดีพีต่อปี ขณะที่โครงการฯทวายมีขนาดใหญ่กว่ามากก็จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่ามากด้วยเช่นกัน”นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว









