"พงษ์ศักดิ์"ปรับแผนพีดีพี 2013 รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากโครงการน้ำ และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการจัดทำแผน พีดีพี 2013 ว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2556-2573 (แผน PDP 2013) จะมีความแตกต่างจากแผนพีดีพี 2010 เป็นอย่างมาก เพราะจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าในปลายแผนปี พ.ศ.2573 ต่างจากเดิมมาก เนื่องจากจะต้องรวมโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่ากว่า 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และเกิดชุมชนใหม่ๆตามแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเพียงแค่รถไฟฟ้าความเร็วสูงก็จะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึงเส้นทางละ 1.2 พันเมกะวัตต์ จะมากหรือน้อยกว่านี้อยู่ที่ระยะทาง รวมทั้งจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าทั้งในช่วงกลาง และปลายของระยะทางรถไฟฟ้า เพื่อให้มีกำลังไฟฟ้าที่สม่ำเสมอ
ทั้งนี้ ในแผนพีดีพี 2010 ได้ประเมินว่าในสิ้นสุดแผนปีพ.ศ.2573 จะมีความต้องสร้างโรงไฟฟ้าให้มีกำลังการผลิตกว่า 7 หมื่นเมกะวัตต์ แบ่งเป็นการผลิตเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้า 6 หมื่นเมกะวัตต์ และเป็นการสำรองไฟฟ้าอีก 1 หมื่นเมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามตลอดอายุแผนพีดีพี2010 จะมีการปลดโรงไฟฟ้าที่หมดอายุออกจากระบบประมาณ 2 หมื่นเมกะวัตต์ จากปริมาณการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันประมาณ 3.3 หมื่นเมกะวัตต์ ดังในในแผนพีดีพี2013 จะต้องสร้างโงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้เพิ่มขึ้น 6 หมื่นเมกะวัตต์ ดังนั้นปริมาณไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ไม่สามารถพึ่งพาเพียงพลังงานทดแทน ที่สามารถสร้างได้ 1-10 เมกะวัตต์ จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และยังมีราคาที่สูงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักมาก เช่น โรงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ มีราคาสูงถึง 10-12 บาท/หน่วย ในขณะที่ค่าไฟฟ้าปัจจุบันเพียง 3.75 บาท/หน่วย
อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่ โดยได้ส่งเสริมโครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพที่ได้จากหญ้าเนเปียร์ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่การปลูกหญ้า ที่ต้องใช้พื้นที่ถึง 1 พันไร่ต่อการผลิตไฟฟ้าให้ได้ 1 เมกะวัตต์ ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจึงยังไม่สามารถพึ่งพาแทนเชื้อเพลิงหลักได้









