ต่างชาติถล่มขายหุ้น-พันธบัตร ดัชนีร่วงหนัก 4.97% ฉุดเงินบาทอ่อนค่ารอบกว่า 6 เดือน แตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ "ประสาร"เตือนรับมือผันผวน
วานนี้ (11 มิ.ย.) ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงทันทีที่เปิดตลาด โดยดัชนีลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 1447.67 จุด ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อยปิดที่ระดับ 1452.63จุด ลดลง 75.92 จุด หรือลดลง 4.97% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.4 หมื่นล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดขายสุทธิ 5,481.56 ล้านบาท และบัญชีซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 3,699 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 7,008 ล้านบาท และสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 2,172 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวานนี้ (11 มิ.ย.) นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิกว่า 49,287.75 ล้านบาท
เช่นเดียวกับตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยวานนี้ (10 มิ.ย.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 6 พันล้านบาท
ขณะที่ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 30.90-31.00 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าที่สุดในรอบ 6 เดือน หลังจากต่างชาติขนเงินออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตร
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับตัวลดลงค่อนข้างรุนแรงของดัชนีตลาดหุ้นไทย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข่าวที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรทติ้ง) ของสหรัฐเพิ่มจากระดับ "ลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ" จึงทำให้เงินดอลลาร์กลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น ประกอบกับเงินที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ก็อาจจะเริ่มไหลกลับเข้าสหรัฐมากขึ้น
ส่วนเงินทุนที่ไหลออกจากประเทศไทยนั้น นายประสาร ยอมรับว่า "มีบ้าง แต่ไม่ได้มากจนน่าเป็นห่วง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีเงินไหลเข้าประเทศไทยมาพอสมควร"
"ก่อนหน้านี้ก็มีเงินเข้ามาเยอะพอสมควร ซึ่งที่เราพูดกันว่าตลาดพันธบัตรมีนักลงทุนถือครองอยู่ ณ ตอนนี้ทั้งหมด 8 แสนล้านบาท หากเทียบเป็นเงินดอลลาร์โดยเอา 30 บาทหาร ก็ตกประมาณ 3 หมื่นดอลลาร์เท่านั้น เทียบกับระดับเงินสำรองระหว่างประเทศที่เรามีอยู่แล้ว ถือว่าน้อย ที่จะห่วงก็เพียงผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่อาจต้องระวังเรื่องความผันผวน" นายประสารกล่าว
"จรัมพร" รายงานสถานการณ์ รมว.คลัง
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงในทิศทางเดียวกับภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มทิปส์ คือ ไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับลดลง 3.5% และตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปรับลดลง 4.6% เป็นผลจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลออก หลังจากสถาบันจัดอันดับ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ เอสแอนด์พี เพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (อัพเกรด) สหรัฐมาอยู่ระดับกลาง ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวเร็ว ขณะที่ตัวเลขส่งออกของจีนออกมาน้อยกว่าคาดการณ์ ทำให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจในฝั่งเอเชียอาจไม่ดี เม็ดเงินจึงไหลออกจากภูมิภาคนี้กลับไปยังสหรัฐ
"ระหว่างวันตลาดหุ้นไทยลงกว่า 5.4% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องโทรศัพท์รายงานข้อมูลภาวะตลาดต่อ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)"
ยันพื้นฐานหุ้นไทยยังแกร่ง
นายจรัมพร กล่าวว่า เม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ หรือความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยการที่ตลาดหุ้นปรับลดลง ไม่ได้หมายความว่าตลาดแย่ เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังไม่ได้เปลี่ยน หุ้นลงจึงเป็นจังหวะในการเข้าลงทุน
นายจรัมพร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลจำนวนมาก ทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากระดับ 30.73 เป็น 30.93 บาท ยิ่งหนุนให้เงินไหลออก โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยแล้ว 4.9 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมองว่าขายมากเกินไปแล้ว ทำให้แนวโน้มการขายออกแรงๆ มีน้อยลง
ทั้งนี้ ตลท.ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการออกมาดูแลภาวะการซื้อขาย หรือเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ ส่วนการติดตามข้อมูลเรื่องการบังคับขาย หรือ ฟอร์ซ เซล นั้น ตลาดหลักทรัพย์ได้ติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากโบรกเกอร์อยู่แล้ว โดยหากดัชนีลดลง 1% ทุกโบรกเกอร์ต้องส่งข้อมูลให้กับตลาดหลักทรัพย์ในวันถัดไป
โบรกฯคาดเงินไหลออกอีก2-3หมื่นล้าน
ด้าน นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า นักลงทุนกังวลว่าสหรัฐและญี่ปุ่นอาจจะหยุดใช้มาตรการคิวอีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วกว่าที่กำหนด หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐและญี่ปุ่นออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ทำให้เงินต่างชาติไหลออกเร็ว
"แนวโน้มเงินลงทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลออกอีกต่อเนื่อง ทำให้ทิศทางตลาดคงแกว่งตัวในช่วงขาลงไปอีกกว่า 1 เดือน โดยหากเม็ดเงินจะไหลออกอีกประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ก็เป็นไปได้ ทำให้ดัชนีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1400 จุด หรือ พีอี 12 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถลงทุนได้"
นายกวี กล่าวว่า บล.กสิกรไทย ยังคงเป้าดัชนีปีนี้ที่ 1700 จุด แต่อาจจะปรับลดเป้าดัชนีปีหน้าลง จากเดิมตั้งไว้ที่ 1900 จุด จากเม็ดเงินที่ไหลออก ซึ่งนอกจากปัจจัยนอกประเทศแล้ว นักลงทุนควรจับตาสถานการณ์การเมืองในประเทศที่อาจจะเป็นประเด็นกดดันการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาการขาดทุนจนทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เตรียมปรับลดเครดิตของประเทศลง ประกอบกับในช่วงไตรมาส 3 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
คาดไม่น่าปรับลงต่ำกว่า 1400
นายธวัชชัย ไกรฤกษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยร่วงแรงมากถึง 80 จุด ทำให้มีลูกค้าของบริษัทประมาณ 3-4 ราย ถูกเรียกให้มาวางหลักประกันเพิ่ม หรือ คอลล์ มาร์จิน (Call Margin) ซึ่งถือว่าไม่มาก เนื่องจากทางบริษัทได้เข้มงวดในการปล่อยมาร์จินอยู่แล้ว โดยปล่อยมาร์จินหุ้นแค่ 30 ตัว และเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดี ส่วนการบังคับขาย หรือ ฟอร์ซ เซล (Force Sell)ไม่มี
"หุ้นไทยลดลงแรง จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าดัชนีไม่น่าจะปรับลดลงต่ำกว่า 1400 จุด เพราะยังมีแรงซื้อจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ซึ่งตลาดหุ้นไทยร่วงแรง แต่กองทุนแอลทีเอฟ และอาร์เอ็มเอฟขายดี"
ชี้ลงแรงเกินคาดจากหลายปัจจัย
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอสวิคเคอร์ส กล่าวว่า การปรับลดลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นวานนี้ แรงกว่าคาดหมาย ซึ่งประเมินว่าปัจจัยลบคงไม่ใช่มาจากปัจจัยต่างประเทศเพียงอย่างเดียว น่าจะมีปัจจัยภายในเข้ามาซ้ำ โดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเริ่มทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่ยังขาดความชัดเจน
ขณะที่ปัญหาการเมืองภายในก็เริ่มส่งสัญญาณในเชิงลบ ส่วนผลจากการบังคับขายหุ้น (ฟอร์ซเซล) ในพอร์ตลงทุนของลูกค้าโบรกเกอร์นั้น เชื่อว่ายังไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะว่าดัชนีตลาดหุ้นยังไม่ได้ลึกไปถึง 10% เพราะมีแรงซื้อกลับเข้ามา
"จริงๆ แล้ว ต่างชาติขายหุ้นไทยมา 2 เดือนแล้ว ก็น่าจะชะลอลง ปัจจัยต่างประเทศยังเป็นเรื่องการถอนคิวอี แต่ประเด็นภายในก็เริ่มจะมีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว ซึ่งมองว่ารอบนี้เป็นการพักฐานอีกครั้ง ซึ่งหน่วยงานรัฐคงต้องมีความชัดเจนเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ หากพื้นฐานไม่เปลี่ยน เชื่อว่าหุ้นพักฐานรอบนี้จะไม่นาน"
ต่างชาติเทขายบอนด์ดันยิลด์พุ่ง 0.23%
แหล่งข่าวตลาดตราสารหนี้ เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ (10 มิ.ย.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 6 พันล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติที่โยกเงินเข้ามาลงทุนตลาดพันธบัตรก่อนหน้า มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมลดขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตร หลักตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี ขณะเดียวกันสถาบันจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ก็ปรับเพิ่มอันดับเครดิตสหรัฐ
ขณะที่วานนี้ (11 มิ.ย.) อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (ยิลด์) พันธบัตรอายุ 5 ปีอยู่ที่ 3.37% เพิ่มขึ้น 0.17% พันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ 3.94% เพิ่มขึ้น 0.23% และอายุ 20 ปี อยู่ที่ 4.40% เพิ่มขึ้น 0.17% นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 500 ล้านบาท โดยเป็นการขายตราสารหนี้ระยะยาวกว่า 2.3 พันล้านบาท สอดคล้องกับพอร์ตกองทุนที่ขายตราสารหนี้ระยะยาวกว่า 2.6 พันล้านบาท แต่ยังซื้อสุทธิกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท
"นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายตราสารหนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง จากความกังวลเฟดลดขนาดคิวอี ทำให้ยิลด์ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง และที่สำคัญแรงขายที่มีออกมาอย่างหนาแน่นในตราสารหนี้ระยะยาว ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติ และกองทุนในประเทศ สะท้อนความกังวลของตลาดในระยะสั้น"
แหล่งข่าวกล่าวว่า การที่เฟดเตรียมลดขนาดคิวอี ทำให้มีเงินโยกกลับเข้าไปถือครองดอลลาร์ เพื่อลดความเสี่ยง เพราะถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นจริงจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้าอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
ณ สิ้นปี 2555 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.58 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าสุดเมื่อเดือนเม.ย. อยู่ที่ 28.67 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ในวันนี้ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.95 บาทต่อดอลลาร์
"ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วมาก สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าเงินเริ่มไหลออก โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ค่าเงินบาท อยู่ที่ 29.87 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่วานนี้ (11 มิ.ย.) ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.95 บาทต่อดอลลาร์"
บาทแตะ 30.90-31.00 อ่อนรอบ 6 เดือน
สำหรับการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทวานนี้ ปิดตลาดที่ 30.90-31.00 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือน หลังจากต่างชาติเทขายหุ้นและพันธบัตร โดยมีโอกาสแตะระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์
นักค้าเงินจาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ กล่าวว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นวันนี้ที่ระดับ 30.90-31.00 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากช่วงเช้าซึ่งเปิดตลาดที่ระดับ 30.83-30.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างวันแข็งค่าสุด 30.88 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าสุด 30.97 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะปิดตลาดในระดับดังกล่าว ซึ่งที่ระดับ 31.00 บาท ถือเป็นการอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือน
ทั้งนี้ สาเหตุที่เงินบาทอ่อนค่า เกิดจากช่วงนี้มีเงินทุนไหลออก ทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยในส่วนของตลาดหุ้นวันนี้ปรับลดลงค่อนข้างมาก โดยร่วงลงเกือบ 5% ส่วนตลาดพันธบัตรก็มีการขายออกหลายพันล้านบาท ในขณะที่ปัจจัยด้านต่างประเทศ กำลังดีขึ้น โดยตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐก็เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัว สะท้อนจากความเชื่อมั่นในเงินสกุลดอลลาร์ ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินในสกุลภูมิภาคเอเชีย
ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ประเด็นเงินทุนไหลออกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเม็ดเงินต่างชาติจะยังไหลออก ดังนั้น คาดว่า พรุ่งนี้ค่าเงินบาทมี แนวต้านที่ 31.00 บาท หากทะลุไปได้ ก็ลุ้นแนวต้านถัดไปที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์
เงินเอเชียอ่อนค่า กังวลเฟดยุติคิวอี
สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าลงเช่นกัน โดยถูกกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และกำหนดเวลาในการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ทั้งนี้ เปโซดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีในวันนี้จากอุปสงค์ดอลลาร์ของกลุ่มผู้นำเข้า และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ รวมทั้งจากการเปิดเผยตัวเลขการส่งออกที่อ่อนแอ
ริงกิตแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน จากตลาดพันธบัตรที่อ่อนแอ ขณะที่รูเปี๊ยะห์อ่อนค่าลง ท่ามกลางความกังวลที่ว่านักลงทุนต่างชาติกำลังลดการถือครองหุ้นและพันธบัตรของอินโดนีเซีย
วอน แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 เดือน จากแรงขายต่อเนื่องของต่างชาติในตลาดหุ้น และคำสั่งซื้อดอลลาร์จากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ต่างประเทศ









