ย้อนรอยจัดอันดับเครดิตประเทศ... ตอบคำถามว่าเหตุใด'จำนำข้าว'จึงสำคัญ
หลังจากบริษัท Moody's Mood's Investors Service กล่าวเตือนเรื่องหนี้รัฐบาลที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวว่าเสี่ยงต่อการปรับลดเครดิตประเทศ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ บริษัท Fitch IBCA, Inc. ได้ปรับเพิ่มเครดิตประเทศ ทำให้ประเด็นการจัดเครดิตเป็นที่สนใจอีกครั้ง ต่อไปนี้เป็นที่มาที่ไปของการจัดอันดับเครดิตของไทยและข้อมูลที่บริษัทเหล่านี้จัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในการจัดเครดิตประเทศ
ในโลกยุคใหม่ที่ในกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรี โดยเฉพาะประเทศที่มีระบบรองรับการลงทุนจากต่างชาติ แม้ว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินตลาดทุน แต่อีกด้านเงินทุนเหล่านี้ก็มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการแหล่งเงินทุน
นักลงทุนที่จะนำเงินเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ นอกจากจะประเมินด้วยตัวเองแล้ว ยังอาศัยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีอยู่หลายแห่งทั่วโลก ซึ่งสามารถช่วยประเมินความเสี่ยงการลงทุนได้ ในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนก็สามารถใช้ประโยชน์จากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน กล่าวคือ หากความน่าเชื่อของประเทศหรือของธุรกิจอยู่ในระดับดี ก็สามารถระดมทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่หากเครดิตแย่ ต้นทุนก็จะสูงตามไปด้วย
ไทยถือเป็นแหล่งลงทุนยอดนิยมแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ที่นักลงทุนจำนวนมากสนใจและนำเงินทุนเข้ามาลงทุน ดังนั้น อันดับความน่าเชื่อถือของไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญ...
กระทรวงการคลังได้จัดทำเครดิตของประเทศ โดยทำครั้งแรกในปี 2530 โดยสถาบัน Japan Bond Research Institute (JBRI) ซึ่งวัตถุประสงค์ในครั้งนั้นเพื่อเป็นเครดิตอ้างอิงสำหรับนักลงทุนในประเทศญี่ปุ่นเพื่อการตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรเงินเยนของประเทศไทย (Samurai Bond)
ต่อมา ได้ว่าจ้างบริษัทวิเคราะห์เครดิต Standard & Poor's และบริษัท Moody's Mood's Investors Service ทำการวิเคราะห์เครดิตของประเทศ เพื่อให้มีอันดับความน่าเชื่อถือ "ที่เป็นสากล" เนื่องจากทั้งสองสถาบันเป็นบริษัทจัดระดับเครดิตจากสหรัฐอเมริกาที่นักลงทุนทั่วโลกใช้จัดระดับเครดิต โดยตลาดเงินตลาดทุนเชื่อถือและให้ข้อมูลจากสองบริษัทอิงมากที่สุด ดังนั้น ทำให้ประเทศไทยเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้
ปัจจุบัน ไทยว่าจ้างบริษัทจัดทำ Credit Rating จำนวน 4 บริษัท ทำการวิเคราะห์เครดิตของประเทศ คือ Japan Rating and Investment Information, Inc. (R & I) ซึ่งเดิมคือบริษัท Japan Bond Research Institute (JBRI), Standard & Poor 's (S & P), Moody's และ Fitch IBCA, Inc.
นอกจากนี้ยังมีสถาบันวิเคราะห์เครดิตอื่นที่ได้ทำการวิเคราะห์เครดิตให้แก่ประเทศไทยอีก โดยที่กระทรวงการคลังไม่ได้ว่าจ้าง ได้แก่ บริษัท Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) จากประเทศญี่ปุ่น บริษัท Duff & Phelps Credit Rating Co. จากประเทศสหรัฐอเมริกา
ความหมายของระดับเครดิต
ระดับเครดิตของประเทศ (Sovereign Credit Rating) หมายถึง ความสามารถในการชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้ตรงตามกำหนดเวลา
อันดับความเชื่อถือ ถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจจะบ่งบอกถึงความสามารถทางการเงินในการชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนปัจจัยทางการเมืองจะบ่งบอกถึงความเต็มใจ (Willingness) ในการชำระคืนหนี้เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระคืน
การจัดทำระดับเครดิตของประเทศ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการช่วยสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวในการวางแผนการบริหารหนี้ของกระทรวงการคลัง เพื่อที่จะสามารถทำ การระดมทุนทั้งระยะสั้น และระยะยาวจากต่างประเทศในรูปตราสารทางการเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
การออกตราสารทางการเงินในตลาดเงินทุนต่างประเทศนั้น ผู้ที่จะเข้าระดมทุนได้จะต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือที่จัดทำ โดยบริษัท Standard & Poor's (S & P) บริษัท Moody's หรือบริษัทจัดทำ Credit Rating อื่นที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เพื่อเป็นหลักประกันและคุ้มครองนักลงทุนอนึ่ง การมีอันดับความน่าเชื่อถือทำให้ประเทศไทยเป็นที่รับรู้ และยอมรับในหมู่นักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายฐานการกู้เงินทั้งยังสามารถนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงหรือเป็นมาตรฐาน (Benchmark) เพื่อใช้ในการพิจารณาระดับเครดิตของภาคเอกชนที่ยังไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือ แต่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากตลาดเงินทุนต่างประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ รัฐบาลเป็นผู้เปิดตลาดเพื่อให้ภาคเอกชนดำเนินตามการว่าจ้างบริษัทจัดระดับเครดิต...
ข้อมูลที่บริษัทจัดเครดิตต้องการ
ข้อมูลที่บริษัทจัดเครดิตต้องการประกอบด้วยข้อมูลด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังนี้
1. ความเสี่ยงทางการเมือง กล่าวคือ ปัจจัยทางการเมือง และสังคมที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการหาเงินตราต่างประเทศและต่อความประสงค์ของรัฐบาลในการชำระหนี้
1.1 ระบบการเมือง โครงสร้างและความเป็นมาของระบบการเมือง ผู้นำ ของสถาบันการเมืองการก่อจลาจล รัฐประหาร และความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในอุดมคติของรัฐบาล
1.2 สภาพแวดล้อมสังคม เช่น อัตราการเจริญเติบโตของประชากร การกระจายการอยู่อาศัยของประชากรในแต่ละถิ่น ความกลมเกลียวของประชากร อาทิ ไม่มีปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับผิวหรือศาสนา รายได้เฉลี่ยของประชากร การแบ่งสินทรัพย์และรายได้ ภาวะการทำ งาน
1.3 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น ความมั่นคงของประเทศจากการรุกราน รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การเป็นสมาชิกในองค์กรระหว่างประเทศ และความสนใจต่อการดำ เนินการขององค์กรอุดมคติของรัฐบาล และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
2. ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยการศึกษาความสามารถของประเทศในการใช้หนี้ที่มีอยู่ และที่จะก่อขึ้นใหม่ ซึ่งมีปัจจัยที่จะได้นำมาพิจารณา ดังนี้
2.1 ภาระหนี้ ซึ่งจะดูได้จากสัดส่วนของหนี้ต่างประเทศ และการชำระหนี้ในแต่ละปี เปรียบเทียบกับดุลการเงิน ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (GDP) และรายได้จากการส่งออก
2.2 สภาพคล่องระหว่างประเทศ เช่น ปริมาณเงินสดสำรองระหว่างประเทศ ปริมาณการนำเข้าสินค้า ความสามารถในการหาเงินกู้ ระบบธนาคารและการเงินในประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ
2.3 ความสามารถในการปรับปรุงดุลการเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้า ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและของประเทศตลอดจนความสามารถในการดำเนินนโยบายที่จะป้องกันหรือแก้ไขการขาดดุลของประเทศ
2.4 โครงสร้างของเศรษฐกิจ ที่จะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ เนื่องจากการกระจายประเภทสินค้าที่ผลิตจะช่วยให้ประเทศสามารถรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ดี การกระจายประเภทสินค้าที่ส่งออก โครงสร้างพื้นฐานความต้องการทางด้านพลังงาน และความสามารถในการผลิตด้วยตนเอง
2.5 การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ อัตราการเจริญเติบโตของการลงทุน อัตราการเจริญเติบโตของการผลิตในแต่ละภาคของเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออก เนื่องจากการขยายตัวของการส่งออกที่สูงจะช่วยให้ประเทศสามารถรับภาระหนี้ได้ดีขึ้น
2.6 การบริหารเศรษฐกิจ เนื่องจากการบริหารมีผลกระทบต่อปัจจัยเศรษฐกิจต่างๆ ที่ได้กล่าวข้างต้น ดังนั้น จะมีการศึกษาการดำ เนินนโยบายทางการเงินการคลัง อัตราแลกเปลี่ยน และรายได้ ผลกระทบของการใช้นโยบายที่กล่าวต่อเงินเดือน ภาวะเงินเฟ้อ การว่างงาน และความพร้อมใจ รวมทั้งความสามารถของรัฐบาลที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ
จากข้อมูลดังกล่าว จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดโครงการจำนำข้าวที่สร้างภาระให้กับรัฐบาลนั้นอาจส่งผลกระทบกับอันดับความน่าเชื่อ เพราะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการชำระหนี้นั่นเอง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการใช้จัดเครดิตนั่นเอง









