ตลาดหุ้น-เงินทั่วโลกป่วนหนัก หลังจากเฟดส่งสัญญาณอาจชะลอมาตรการคิวอี หากเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง หุ้นเอเชียร่วงหนักจากแรงเทขายทำกำไร
ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งหนัก หลังจาก นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงต่อสภาคองเกรส ว่า เฟดอาจตัดสินใจลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตร 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ในการประชุมอีก 2-3 ครั้งข้างหน้า ถ้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไป
ถ้อยแถลงของ นายเบอร์นันเก้ นักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลกตีความว่าเฟดจะลดการอัดฉีดเงินในอีกไม่นาน ทำให้เกิดแรงเทขายออกมาอย่างหนักในตลาดหุ้นทั่วโลก หลังจากปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เฟดอัดฉีดเงิน
เฟด เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในอัตรา 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ในอัตรา 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยมีจุดประสงค์เพื่อกดดันต้นทุนการกู้ยืมให้ลดต่ำลงและเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน
แต่ตลาดหุ้นเอเชียปรับลดลงอย่างหนัก จากข่าวดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของเอชเอสบีซี ซึ่งเป็นการสำรวจภาคการผลิตของจีน ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนในเดือนพ.ค. ได้เพิ่มความวิตกกังวลว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัว
ตลาดหุ้นโตเกียวทำสถิติเป็นวันที่ร่วงลงมากที่สุดในรอบ 2 ปี จากแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุน หลังจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ)
ดัชนีนิกเคอิปิดตลาด ร่วงหนัก 1,143.28 จุด หรือ 7.32% สู่ระดับ 14,483.98 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ซึ่งตลาดมีความผันผวนอย่างมาก โดยดัชนีนิกเคอิพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีครึ่งในช่วงแรก และปิดตลาดทรุดตัวลงกว่า 7%
หลังจากตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างหนัก นักลงทุนก็เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (เจจีบี) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ ผลตอบแทน เจจีบี อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะ 1.000% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว และต่อมาอยู่ที่ 0.955% เพิ่มขึ้น 0.07% จากเมื่อวานนี้
เช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นฮ่องกงทำสถิติปิดดิ่งลงมากที่สุดภายในวันเดียวในรอบ 7 สัปดาห์ จากแรงเทขายของนักลงทุนที่กังวลปัจจัยเดียวกัน โดยดัชนีหั่งเส็งปิด ลดลง 591.40 จุด หรือ 2.54% อยู่ที่ 22,669.68 ซึ่งร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.
ดัชนีหุ้นไทยปิดลบ 1.46% มาที่ 1,607.46 จุด ต่ำสุดรอบกว่า 2 สัปดาห์ โดยระหว่างวันร่วงลงเกือบ 50 จุด ตามแรงขายหุ้นทั่วกระดาน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียว กับตลาดหุ้นภูมิภาค ที่ร่วงลง 1-2% ยกเว้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ร่วงกว่า 7%
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองว่าตลาดหุ้นไทยปรับฐานรอบใหญ่ หลังพยายามปรับขึ้นทดสอบระดับ 1,650 จุด แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ อีกทั้งมีปัจจัยเชิงลบจากต่างประเทศ ทั้งความกังวลต่อกรณีเฟดจะปรับลดวงเงินของมาตรการคิวอี และภาวะเศรษฐกิจของจีน ฉุดให้ตลาดหุ้นภูมิภาค
หุ้นออสซี่ทรุดหนักสุดรอบ 2 เดือน
ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดร่วงลงในวันนี้ ซึ่งเป็นการดิ่งลงมากที่สุดภายในวันเดียวในรอบกว่า 2 เดือน หลังการเปิดเผยผลสำรวจภาคการผลิตที่ย่ำแย่ของจีน
ทั้งนี้ ดัชนี S&P/ASX 200 ปิดตลาดร่วงลง 102.9 จุด หรือ 1.99% มาที่ 5,062.4
นักลงทุนของออสเตรเลียมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อข้อมูลภาคการผลิตของจีน เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับวัตถุดิบของออสเตรเลีย
บีโอเจอัดฉีด2ล้านล้านเยนสกัดตลาดป่วน
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวว่าปฏิบัติการในตลาดที่บีโอเจได้ดำเนินการในวานนี้ มีขึ้นหลังจากเกิดความผันผวนมากเกินไปกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาว
ทั้งนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (เจจีบี) อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นสูงถึง 1.000% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี หลังจากนายเบอร์นันเก้ ส่งสัญญาณว่าอาจชะลอมาตรการซื้อพันธบัตรในปีนี้ ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวมากกว่านี้
บีโอเจได้เสนอที่จะซื้อ เจจีบี วงเงิน 2.0 ล้านล้านเยน หรือราว 1.94 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่มีอายุไถ่ถอนไม่เกิน 1 ปีตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.นี้
บาทต่อดอลลาร์อ่อนหลุด30ตามภูมิภาค
ค่าเงินเอเชียปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมาจากความกังวลเฟดชะลออัดฉีดเงิน
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (23 พ.ค.) ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาจากช่วงเช้า หลังจากขึ้นไปเคลื่อนไหวอยู่เหนือ 30.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้า โดยแกว่งตัวตามความผันผวนของสกุลเงินต่างประเทศ
ในช่วงท้ายตลาด บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 29.94/96 จาก 29.90/94 จากช่วงเช้า และตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 29.93/95 จาก 29.90/95 ในช่วงเช้า
เยนต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 101.12/17 แข็งค่าขึ้นมาจาก 103.17/22 ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทแกว่งตัวตามสกุลเงินต่างประเทศ โดยอ่อนค่าขึ้นไปอยู่เหนือบริเวณ 30.00 ในช่วงเช้า ก่อนแข็งค่ากลับมาอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวในภาคบ่าย
ปัจจัยหลักอยู่ที่ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ต่างๆ รวมถึงแนวโน้มการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งทำให้มีแรงซื้อขายเก็งกำไรสลับกันเข้ามาระหว่างวัน
ราคาทองปรับขึ้นตามต่างประเทศ
บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า ราคาทองคำในระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 17.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1.30% มาอยู่ที่ 1,387.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยผลจากปัจจัยเรื่องเฟดชะลอคิวอีและเศรษฐกิจจีนชะลอเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ
สมาคมค่าทองคำรายงานว่าราคาทองคำในประเทศผันผวนตามตลาดต่างประเทศ โดยมีการปรับขึ้นและลง 9 ครั้ง
ราคาทองคำแท่งขายออกในช่วงเปิดตลาด 19,400 บาทต่อบาททองคำ ลดลง 200 บาท จากวันก่อน และราคาครั้งสุดท้ายในช่วงเย็นอยู่ที่ 19,700 บาทต่อบาททองคำ ส่งผลให้ราคาปรับขึ้น 100 บาทต่อบาททองคำ
กองทุนยักษ์ใหญ่ชี้เฟดชะลอคิวอีเดือนก.ย.นี้
ด้าน นายบิล กรอส ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของบริษัทพิมโค ซึ่งเป็นกองทุนยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนในตราสารหนี้ กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนก.ย. และกล่าวว่านักลงทุนในพันธบัตรอาจจะปรับตัวตามการคาดการณ์ดังกล่าวไปแล้ว
นายกรอส กล่าวต่อสถานีเคเบิลทีวี CNBC ว่า "ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยอาจจะเกิดขึ้นในเดือนก.ย."
นายกรอส ระบุว่า การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล สหรัฐประเภทอายุ 10 ปี ทำให้เขาตั้งข้อสงสัยว่า นักลงทุนอาจจะคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่า เฟดจะชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภท 10 ปี อยู่ที่ 2.03% ในช่วงท้ายตลาดวานนี้ โดยพุ่งขึ้น 0.65% จากสถิติต่ำสุดที่ 1.38% ที่ทำไว้ในวันที่ 25 ก.ค. 2555 ขณะที่การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทน บ่งชี้ถึงการปรับตัวลงของราคาพันธบัตร
นายกรอส กล่าวว่า มาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ของเฟดอาจส่งผลให้พันธบัตรสหรัฐประเภทอายุ 30 ปี ประสบภาวะฟองสบู่
ชี้ตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่ภาวะฟองสบู่
นายกรอส กล่าวว่า ตลาดหุ้นสหรัฐประสบภาวะฟองสบู่ในปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากการที่ภาคเอกชนกำลังเข้าซื้อคืนหุ้นในอัตรา 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่ดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นมาแล้ว 16% จากช่วงต้นปีนี้
ทั้งนี้ บริษัท แปซิฟิก อินเวสท์เมนท์ แมเนจเมนท์ โค (พิมโค) ที่ก่อตั้งโดยนายกรอสครอบครองสินทรัพย์ 2.04 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงสิ้นเดือนมี.ค. ส่วนกองทุน PIMCO Total Return Fund ของนายกรอสครอบครองสินทรัพย์ 2.929 แสนล้านดอลลาร์ และถือเป็นกองทุนรวมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
น้ำมันร่วงหลุด 93 ดอลล์
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลงในวันนี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น รวมทั้งจากความวิตกที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอโครงการซื้อพันธบัตรในปีนี้ และภาคการผลิตของจีนที่หดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน
ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนมิ.ย. ที่ตลาดนิวยอร์กลดลง 1.36 ดอลลาร์ อยู่ที่ 92.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากวันก่อนหน้า ร่วงลง 1.90 ดอลลาร์ มาที่ 94.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ได้เปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันสหรัฐประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 พ.ค. โดยระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 338,000 บาร์เรล สู่ 394.6 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันกลั่นดิ่งลง 1.05 ล้านบาร์เรล สู่ 118.8 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 3.02 ล้านบาร์เรล สู่ 220.7 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้ กำลังการกลั่นน้ำมันร่วงลง 0.7%
สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิง รัฐโอคลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมันตามสัญญาในตลาด NYMEX เพิ่มขึ้น 449,000 บาร์เรล สู่ระดับ 50.172 ล้านบาร์เรล
หุ้นยุโรปเปิดตลาดดิ่ง 1.7%
หุ้นยุโรปร่วงลงในการซื้อขายช่วงแรกในวานนี้จากความวิตกที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไม่ช้า และตลาดยังได้รับผลกระทบจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอจากจีน
ในช่วงเปิดตลาด ดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นกลุ่มบลูชิพทั่วยุโรป ดิ่งลง 20.75 จุด หรือ 1.7% มาที่ 1,235.53 หลังจากปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย.2008 โดยได้แรงหนุนจากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง ท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ
นักลงทุนวิตกว่า ถ้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐถูกยกเลิกก่อนที่ยุโรปจะสามารถจัดการให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพได้นั้น ความเชื่อมั่นที่เปราะบางก็จะถูกสั่นคลอน ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
นายเอียน วิลเลียมส์ นักกลยุทธ์หุ้นจากพีล ฮันท์ กล่าวว่านักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุกับความหมายที่เปลี่ยนไป ทุกครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่เฟดออกมาพูด โดยนโยบายการเงินของสหรัฐขึ้นอยู่กับข้อมูลก่อนการแถลงครั้งนี้ และจะเป็นแบบนี้ต่อไป และการร่วงลงเป็นแรงขายทำกำไรมากกว่าจุดเริ่มต้นของการปรับฐาน









