วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ประชานิยมหมดฤทธิ์กระตุ้นศก.

นายแบงก์-นักเศรษฐศาสตร์ระบุตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด สะท้อนประชานิยมหมดแรงส่งกระตุ้นเศรษฐกิจเร็ว แนะรัฐบาลทบทวนใหม่

ภาคธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ยังคงถกเถียงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หลังจากที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงข้อสงสัยว่าตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวต่ำกว่าความเป็นจริง

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจของสศช.ในไตรมาสแรก ถือว่าต่ำกว่าคาดหมายไว้ ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้อยู่ในระดับ 4% ต่ำกว่าที่ธนาคารกรุงเทพประเมินไว้ที่ระดับ 5%

"ที่ผ่านมา ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มาจากภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะยังมีแรงส่งให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องในระยะนี้ แม้ว่านโยบายประชานิยมเป็นมาตรการที่ให้ผลระยะสั้นก็ตาม แต่การอุปโภคและบริโภคในประเทศที่ควรจะยังได้รับแรงส่งต่อเนื่อง" นายโฆสิต กล่าว

สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 5.3% โดยชะลอตัวในทุกด้านเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขณะที่ ธปท.สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวเลขดังกล่าว โดยเฉพาะการบริโภค ซึ่งประเมินว่าตัวเลขที่ออกมานั้นต่ำกว่าความเป็นจริง

นายโฆสิต กล่าวว่า นโยบายประชานิยมอย่างเต็มที่ ควรจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ แต่หากเติบโตได้เพียงเท่านี้ ตามที่ สศช. แถลง แสดงให้เห็นว่าการอุปโภคบริโภคชะลอตัวลงเร็ว ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องทบทวนการดำเนินนโยบายอีกครั้งหนึ่ง ว่ายังควรใช้นโยบายนี้ต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนไปใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวที่จะเหมาะสมกว่า เช่น การเตรียมความพร้อมโครงการลงทุนโดยป้องกันปัญหาการคอร์รัปชันและความเหมาะสมของภาระหนี้ในอนาคต

สำหรับแรงกดดันให้ต้อง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 29 พ.ค. นั้น นายโฆสิต กล่าวว่า การใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งการลดดอกเบี้ยยังมีผลด้านอื่นตามมา เช่น การออมและการลงทุน

"เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อนานเกินไป ก็จะนำไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนอาจเพิ่มมากเกินไป กลายเป็นปัญหาในอนาคตที่ต้องใช้ความรอบคอบ"

'ตีรณ'เชื่อมาตรการภาครัฐไม่ตรงจุด

นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ สศช. ประกาศออกมานั้น เชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่น่าจะถูกบิดเบือนแต่อย่างใด เพียงแต่ข้อมูลที่ สศช. นำมาใช้บางตัวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ถ้ามีข้อมูลที่ชัดเจนบางตัวออกมามากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ธปท. ควรต้องตรวจสอบ คือ เพราะเหตุใดตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ ตัว โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนออกมาต่ำกว่าที่สำนักวิจัยหลายแห่งคาดการณ์เอาไว้ ทั้งที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมามากมาย สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่นั้นไม่ได้กระตุ้นอย่างตรงจุด

แนะ กนง. พิจารณาปัญหาตรงจุด

ส่วนความเห็นในเรื่องดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายตีรณ กล่าวว่า การตัดสินใจลดหรือไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น ควรต้องพิจารณาถึงสาเหตุที่ชัดเจนก่อนว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอลงมาจากสาเหตุใด ถ้าชะลอเพราะอุปสงค์ในประเทศชะลอตัวก็สามารถลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ แต่ถ้าเศรษฐกิจชะลอเพราะต้นทุนเพิ่ม การลดดอกเบี้ยอาจเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดได้

"ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอกว่าที่คาด เราควรไปดูว่า เพราะอะไร ถ้าชะลอเพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ก็ควรไปแก้ตรงจุดนั้น เพราะหากลดดอกเบี้ยโดยไม่ได้ดูสาเหตุที่แท้จริง อาจเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอีกด้านได้เช่นกัน มันจะเหมือนกับการเอาเนื้อแพะไปปะเนื้อช้าง ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง"นายตีรณ กล่าว

หวั่นตัวเลข ศก. เป็นประเด็นการเมือง

ด้าน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา แสดงความกังวลว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจกำลังจะเป็นปัญหาทางการเมืองมากกว่าปัญหาทางเศรษฐกิจ ในขณะที่รัฐบาลพยายามบีบให้ ธปท. ลดดอกเบี้ย ส่วน ธปท.ก็กำลังคิดถึงแต่ปัญหาความเป็นอิสระของตัวเอง

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ตัวเลขของ สศช. กับ ธปท.นั้นแตกต่างกันได้ แม้แต่ตัวเลขภายในของสศช.เองก็ยังแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การวัดจีดีพีจากการผลิตกับการวัดจากอุปสงค์นั้นตัวเลขจะไม่ตรงกัน แต่ตัวเลขที่ชะลอตัวลงน่าจะทำให้ กนง.ลดดอกเบี้ยลงได้ แต่การลดดอกเบี้ยคงจะลดได้เพียงแค่ 0.25% ซึ่งจะไม่มีผลมากนักต่อเศรษฐกิจหรือผลที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง

"กอบศักดิ์"ระบุเปิดทางลดดอกเบี้ย

ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอลงในไตรมาสแรกเปิดช่องให้ธปท.ลดดอกเบี้ย หากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนเม.ย. ออกมาดีกว่าตัวเลขไตรมาสแรก กนง.ก็อาจจะยังไม่ลดดอกเบี้ยลง

แม้ว่าตัวเลข สภาพัฒน์ จะชี้ว่า เศรษฐกิจในเศรษฐกิจในไตรมาสแรกชะลอตัวลง แต่ตัวเลขในรายละเอียดยังชี้ว่าเศรษฐกิจยังจะสามารถขยายตัวต่อไปได้ ซึ่งทำให้สภาพัฒน์ยังคงประเมินให้เศรษฐกิจโตระดับ 4.2-5.2% ในปีนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจะหดตัว 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว

เชื่อตัวเลขศก.สภาพัฒน์ ยังเชื่อถือได้

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ข้อมูลของสศช.ถือเป็นตัวเลขทางการของประเทศที่หน่วยงานรัฐและเอกชนไปใช้วิเคราะห์ต่อ รวมถึงหน่วยงานต่างประเทศก็นำข้อมูล สศช.ไปใช้ เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจของ สศช. เป็นข้อมูลสำคัญของประเทศ

นายอัทธ์ กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการได้นำข้อมูล สศช.มาใช้ประจำและเคยทำงานร่วมกับ สศช.พบว่าขั้นตอนการจัดทำตัวเลขเศรษฐกิจมีความน่าเชื่อถือและไม่ได้ใช้ข้อมูลภายในของ สศช.เอง แต่ใช้ข้อมูลของหน่วยงานอื่นด้วย เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กรมศุลกากร ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ที่ประกาศออกมายังเชื่อว่าสะท้อนความเป็นจริง

เตือนผิดพลาดกระทบ "เชื่อถือ"

ทั้งนี้ สศช.ประมาณการด้านการส่งออกปีนี้ว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 7.6% ซึ่งสูงกว่าการประเมินของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่คาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 3-6% ส่วนการบริโภคภายในประเทศที่ สศช.ปรับลดลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบริโภคไม่ได้เพิ่มมากขึ้นตามที่เคยคาดการณ์ไว้ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวลงก็มีผลต่อรายได้ของผู้ส่งออกและรายได้ของแรงงาน

นายอัทธ์ กล่าวว่า ถ้าหน่วยงานที่ทำตัวเลขเศรษฐกิจทางการของประเทศไม่นำข้อมูลจริงมาวิเคราะห์จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานภายในและภายนอกประเทศที่นำข้อมูลไปใช้ต่อไม่มั่นใจและอาจทำให้ข้อมูลที่วิเคราะห์ มีความคลาดเคลื่อน รวมทั้งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อของนักธุรกิจไทยและต่างประเทศที่นำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจ โดยที่ผ่านมาไอเอฟเอฟก็เคยออกมาร้องเรียนว่าข้อมูลเศรษฐกิจของบางประเทศในทวีปอเมริกาใต้ไม่ถูกต้อง และทำให้การวิเคราะห์ของไอเอ็มเอฟคลาดเคลื่อน

ส.อ.ท.สงสัยประเมินต่ำไป

นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนเชื่อว่าการบริโภคภายในประเทศในช่วงไตรมาส 1 น่าจะขยายตัวได้ดี เพราะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 และแรงงานเป็นกลุ่มที่ซึ่งได้รับรายได้เพิ่ม ก็จะนำไปบริโภคเกือบทั้งหมด รวมทั้งมีการปรับเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่รัฐ และที่ผ่านมารัฐบาลก็พยายามกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการรถยนต์คันแรก จึงทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการบริโภคในประเทศน่าจะขยายตัวได้ดี และ สศช.อาจจะประเมินต่ำเกินไป

นายธนิต กล่าวว่า หากข้อมูลของ สศช.ไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ โดยคนไทยอาจยอมรับความผิดพลาดได้แต่หน่วยงานต่างประเทศอาจจะไม่เชื่ออีกเลย ซึ่งถ้าตรวจสอบว่ามีความผิดพลาดก็ให้รีบออกมาชี้แจงเพราะข้อมูลดังกล่าวจะถูกใช้อ้างอิงไปตลอด ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์เคยแถลงตัวเลขการส่งออกผิดพลาดจากการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อกลางปี 2555 และวันรุ่งขึ้นก็ออกมาแถลงชี้แจงความผิดพลาดก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะออกมายอมรับและแก้ไขในทันที

ดอกเบี้ยไม่ใช่วิธีเดียวที่แก้ปัญหา

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การบริโภคในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ มีแนวโน้มไม่ดีตามที่ สศช.ประเมินไว้ ซึ่งจะเห็นว่าคอนโดมิเนียมหลายโครงการขายไม่ออกเพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ดี รวมทั้งสินค้าที่จำหน่ายในประเทศไม่ได้มียอดขายเพิ่มขึ้นและกำไรลดลงเนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคไม่ดีทำให้ปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนไม่ได้

ทั้งนี้ สศช. ปรับประมาณการด้านการส่งออกปีนี้ใหม่ ขยายตัว 7.6% ใกล้เคียงกับเป้าหมายใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ที่คาดว่าขยายตัว 7% แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายของสรท. ที่ประเมินว่าจะขยายตัว 4.9% ซึ่ง สศช. ลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวอาจทำให้หลายคนมองว่าต้องการกดดัน ธปท. ให้ลดดอกเบี้ย

"การลดดอกเบี้ยไม่ใช่วิธีการเดียวที่จะลดเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไร และ กระทรวงการคลัง ควรใช้เครื่องมือที่มีร่วมจัดการด้วย"