เอกชนพอใจถกแก้ค่าบาท แนะใช้มาตรการผสมผสาน "คลัง-แบงก์ชาติ" เชื่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้โต 6%
การประชุมร่วมระหว่างรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า โดยภาคเอกชนพอใจผลการหารือ แม้ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการ หวังมีการประชุมร่วมมือแก้ปัญหาต่อไป
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรม (สอท.)กล่าวว่า ธปท.มีความเข้าใจถึงผลกระทบที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมจากเงินบาทแข็งค่ามากขึ้น เพราะได้รายงานต่อที่ประชุมว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าได้ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนของอุตสาหกรรม และย้ำกับที่ประชุมว่าหากค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีซึ่งต้องมองที่ผลลัพธ์หลังการดำเนินการเพราะหากค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและใกล้เคียงกับภูมิภาค สินค้าแข่งขันได้ ทางเอกชนก็พอใจ
ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่าภาคเอกชนต้องการเน้นใน 2 เรื่อง คือ การดูแลอัตราค่าเงินให้เทียบเคียงกับประเทศคู่ค้า และการรักษาค่าเงินให้มีเสถียรภาพไม่ผันผวน ภายใต้สภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ส่วนข้อเสนอของทาง สอท.คาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์และแนวทางการดำเนินงานซึ่งหน่วยงานที่ดูแล ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศเป็นในแบบวิธีการผสมผสานการทำงานร่วมกัน ซึ่งในบางมาตรการสามารถดำเนินการได้ เช่น การดูแลอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยน สามารถดำเนินการได้ทันทีและเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ก็เข้าใจได้ว่าบางมาตรการต้องใช้เวลา
"ถือว่าเป็นการประชุมที่ดีและมีความสำคัญที่ได้มาหารือร่วมกันซึ่งเอกชนต้องการให้มาตรการที่เสนอไปออกมาเป็นผลลัพธ์และคาดหวังว่าการทำงานจะเป็นไปแบบผสมผสานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"
ทั้งนี้ ส่วนผลกระทบที่เกิดกับภาคการส่งออกช่วงไตรมาสแรกที่ยังขยายตัวเป็นเพราะยังมีออร์เดอร์สินค้าเก่าแต่ก็เริ่มเห็นผลกระทบในไตรมาส 2 และต้องจับตาดูต่อไปจนถึงไตรมาส 3 โดยเฉพาะความเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับตลาดในภูมิภาคซึ่งผู้ประกอบก็ต้องมีการปรับตัวและปรับต้นทุนรวมถึงมีการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่ค้าได้ อย่างไรก็ตามภาคเอนและภาครัฐต้องร่วมมือกันส่งเสริมในการขยายธุรกิจและการค้า
"ช่วงนี้ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าจากช่วงก่อนหน้ามาแตะระดับ 29 -30 บาทต่อดอลลาร์ ก็จะสามารถทำให้การส่งออกเริ่มปรับตัวดีขึ้นและขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น รวมถึงนักค้าเงินมีความเข้าใจและเห็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหามาตรการดูแล"
หนุนตปท.ซื้อป้องกันเสี่ยงแก้ตรงจุด
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งควรมีการจัดประชุมในลักษณะนี้ต่อเนื่อง เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับฟังปัญหาโดยตรงจากภาคเอกชน ซึ่งการหารือครั้งนี้ ไม่มีการพูดคุยเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย
ส่วนมาตรการดูแลค่าเงินบาททั้ง 4 ข้อที่ ธปท. เสนอแก่รัฐบาลนั้น นายกอบศักดิ์กล่าวว่าถ้าต้องการจัดการกับปัญหาการเก็งกำไรในส่วนอัตราแลกเปลี่ยน มาตรการที่ 4 คือ การให้นักลงทุนต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน (Fully Hedge) ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและคิดว่าได้ผลมากที่สุด
"ความจริงในอดีตเราเคยทำมาแล้ว Fully Hedge ซึ่งมาตรการนี้ ต่างชาติยังสามารถเข้ามาลงทุนในพันธบัตรได้ เพื่อเอาส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน แต่เขาจะไม่มีกำไร หรือขาดทุนจากค่าเงิน เพราะเวลาที่เขาเอาเงินเข้ามาแลกเป็นบาท อีกขาหนึ่งเขาต้องซื้อดอลลาร์เผื่อไว้ด้วย ทำให้ค่าเงินไม่มีผลกับเขา ถ้าเรากังวลเรื่องค่าเงินบาท ผมคิดว่ามาตรการ 2-3 ข้อแรกอาจไม่ได้ผลนัก แต่มาตรการสุดท้ายเชื่อช่วยได้แน่นอน เพราะถ้าเข้าต้องการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน มาตรการนี้คงทำให้ต้องคิดใหม่แล้วไปหาแหล่งอื่นลงทุนแทน" นายกอบศักดิ์ กล่าว
เสนอตั้งกองทุนดูแลผู้ส่งออก
นายนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบฯว่าการส่งออกรถยนต์ปีนี้ อาจได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า โดยปีนี้ตั้งเป้าจะส่งออกรถยนต์ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านคัน คิดเป็นรายได้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ส่งออกรถยนต์ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 10% หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาท จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์เป็นเงิน 2.8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้คู่แข่งในการส่งออกรถยนต์ของไทยในภูมิภาคที่สำคัญ คือ อินโดนีเซีย ก็มีค่าเงินบาทอ่อนลง ดังนั้นต้องการให้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้ใกล้เคียงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเพื่อให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ และแจ้งให้ที่ประชุมทราบด้วยว่า การพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องบุคลากรและแรงงาน เช่นเป้าหมายในการส่งออกรถยนต์ปีละ 3 ล้านคันภายในปี 2563 จะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแรงงานในประเทศด้วย
นายสุรพงษ์กล่าวว่าสอท.ยังมีแนวคิดเสนอให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง โดยเงินส่วนหนึ่งที่จะเก็บเข้ากองทุนจะมาจากกำไรของผู้ประกอบการนำเข้า ที่ได้ประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าได้ราคาถูกลง และมีกำไรในการขายสินค้ามากขึ้น โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมฯครั้งต่อไป
จี้รัฐเตรียมวงเงินพิเศษช่วยเอสเอ็มอี
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มุมของเอกชนขณะนี้ กังวลเรื่องเงินบาทแข็งค่าน้อยลง เพราะขณะนี้มีทิศทางอ่อนค่าลง ขณะที่เพื่อนบ้านเริ่มแข็งค่าขึ้น
นายอิสระกล่าวว่าเอกชนมีความเป็นห่วงเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวมากกว่า โดยมองว่านอกจากรัฐบาลจะดูแลเรื่องความต่อเนื่องการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ตามห่วงโซ่อุปทาน ก็ควรจะมีมาตรการในการดูแลในส่วนของภาคการผลิต ที่มีการจ้างงานสูงได้แก่ ภาคเกษตร และภาคบริการ ที่มีการจ้างงานถึง 60% ของแรงงานทั้งหมด และรัฐบาลควรเตรียมวงเงินพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) เพื่อดูแลผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน โดยต้องมีการดูรายละเอียดแต่ละภาคการผลิตว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด









