วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทียูเอฟ'เฮดจิ้งค่าเงิน100%รับมือบาทแข็ง

"ทียูเอฟ" เพิ่มสัดส่วนประกันความเสี่ยงค่าเงิน หรือ เฮดจิ้ง เป็น 70-100% ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมดกว่า 5 หมื่นล้านบาท รับมือบาทแข็ง

นายวาย ยัท ปาโก้ ลี รองผู้จัดการทั่วไปนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน)(TUF) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เพิ่มสัดส่วนการประกันความเสี่ยง หรือเฮดจิ้ง อัตราแลกเปลี่ยน จากเดิมในภาวะปกติที่ค่าเงินบาทไม่ได้ผันผวนมาก บริษัทจะทำเฮดจิ้งคาเงินในสัดส่วน 50% เพิ่มเป็น 70-100% ของรายได้จากการส่งออกจากไทยทั้งหมด เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก โดยรายได้จากการส่งออกคิดเป็น 50% ของรายได้รวมของบริษัทที่อยู่ในระดับ 1 แสนล้านบาท

"การทำเฮดจิ้งเพื่อบริหารความเสี่ยง บริษัทไม่มีนโยบายการเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เฮดจิ้งไม่ได้ช่วยให้ทำให้งบของบริษัทดีขึ้น หรือสม่ำเสมอ เพราะตามมาตรฐานบัญชีใหม่ต้องมาร์คทูมาร์เก็ต หรือ คำนวณตามราคาตลาดอยู่แล้ว แต่การทำเฮดจิ้งจะช่วยให้กระแสเงินสด หรือแคชโฟลว์สม่ำเสมอ"

เขากล่าวต่อว่า บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้ที่ 4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เติบโต 15% จากปีที่ผ่านมา แม้ผลการดำเนินงานของบริษัทช่วงไตรมาสแรกปีนี้ออกมาไม่ค่อยดี โดยมีกำไรสุทธิ 647 ล้านบาท ลดลง 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโรคระบาดในกุ้ง ความผันผวนของราคาปลาปูทูน่า และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

แนวโน้มสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลาย และดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยคาดจำนวนกุ้งจะเพิ่มมากขึ้นหลังเดือนก.ค.นี้เป็นต้นไป หลังพบผู้เลี้ยงกุ้งเริ่มมีการลงกุ้ง หลังจากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ส่วนความผันผวนของราคาปลาทูน่า คาดจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า

"ยอมรับปีนี้เป็นปีทื่ท้าทายของบริษัท เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรก และจะส่งผลให้อัตราการกำไรขั้นต้นของบริษัทปีนี้อาจจะลดลงเหลือ 10.9% จากปกติที่เคยทำได้ 16-17%"

บริษัทได้ปรับกลยุทธ์รักษาอัตรากำไรขั้นต้น โดยทยอยปรับเพิ่มราคาสินค้าในหมวดกุ้งและทูน่า ที่ได้รับผลกระทบด้านต้นทุน ซึ่งลูกค้ามีความเข้าใจและยอมรับการปรับราคา ทำให้แนวโน้มไตรมาส 2 บริษัทจะยังคงปรับราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามภาวะราคาตลาดกุ้งที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันได้เตรียมวิธีการนำเข้าวัตถุดิบมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินเดีย และเอกวาดอร์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดกุ้ง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบได้ในระดับหนึ่ง

แม้ปัจจัยลบต่างๆ จะกดดันให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับลดลง แต่ที่ผ่านมานักลงทุนยังให้ความสนใจบริษัทจำนวนมาก ทั้งมาเยี่ยมบริษัทโดยตรง และการประชุมทางไกล หรือ เทเลคอนเฟอร์เรนซ์ เพราะมองการเติบโตในระยะยาวมากกว่า ที่สำคัญนักลงทุนรู้จักบริษัทดี เพราะบริษัทไม่เคยขาดทุน และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส วิเคราะห์ว่า กำไรทียูไอไตรมาส 1 อ่อนแอกว่าที่คาด แต่4% แต่จะฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปัญหาโรคระบาดที่กุ้งตายก่อนวัย หรืออีเอ็มเอส (EMS) ที่เริ่มคลี่คลายและได้รับการแก้ไขในช่วงกลางปีนี้ ขณะที่อุปทานกุ้งฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่วนอัตรากำไรของธุรกิจปลาทูน่าจะฟื้นตัวดีและราคามีเสถียรภาพมากขึ้น

ส่วนไตรมาส 2 คาดว่า จะฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะราคาผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและราคาผลิตภัณฑ์กุ้งจะปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุด ขณะที่ปริมาณขายปลาทูน่า ซึ่งเป็นสินค้าที่บริษัทรับจ้างผลิตภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (โออีเอ็ม ) จะเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการสต๊อกสินค้าของลูกค้า ส่วนธุรกิจกุ้งจะเห็นการฟื้นตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะอุปทานที่ยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวในไตรมาสนี้

ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำซื้อ และได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2556-2557 ลง 20% และ 18% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนกำไรและอัตรากำไรไตรมาส 1 ที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ และได้ปรับลดราคาเป้าหมายลง คาดราคาหุ้นจะยังคงอ่อนแอ จนกว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เชื่อกำไรน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อไตรมาสที่ผ่านมา

บล.กรุงศรี มองว่า ปัจจัยกดดันผลประกอบการปีนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและไม่กระทบต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว ด้วยการเป็นผู้นำตลาดที่มีความแข็งแกร่งทั้งด้านตราผลิตภัณฑ์ และความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบ ยังเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตหลังปี 2556 ในระยะสั้นแม้คาดหวังการฟื้นตัวของผลประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 2 แต่ยังมีความเสี่ยงต่อโอกาสถูกปรับลดประมาณการ จึงเหมาะทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะ 12 เดือนขึ้นไป