นักวิเคราะห์คาดกำไรกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง ตามวอลุ่มซื้อขายที่คาดเฉลี่ยต่อวัน 5.5 หมื่นล้านบาท
บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรไตรมาส 2 ปีนี้ ของบล.เอเซีย พลัส หรือ ASP จะสูงกว่าไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากการเติบโตของรายได้ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ตามมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์มูลค่าการซื้อขายไตรมาส 2 ปีนี้ อยู่ที่ระดับ 50,000-55,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 29,000 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2555 รวมถึงกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น โดยบล.เอเซีย พลัส บันทึกขาดทุนจากพอร์ตลงทุนรวม 23 ล้านบาท
ส่งผลให้ผลการดำเนินงานอาจปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปีนี้ เพราะรายได้ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์และกำไรจากพอร์ตลงทุนลดลง แต่ขึ้นอยู่กับมูลค่าการซื้อขายเดือนพ.ค.-มิ.ย. และแนวโน้มการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นด้วย
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปีนี้ 394 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูง 128% จากงวดเดียวกันปีก่อน และเติบโต 147% จากไตรมาสที่แล้ว จากรายได้ธุรกิจค่านายหน้าหลักทรัพย์และธุรกิจอนุพันธ์เพิ่มขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น จากการจัดการกองทุนและรายได้ธุรกิจที่ปรึกษาการเงิน และกำไรจากพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งผลบวกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าใช้จ่ายทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ปรับลดลง
ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปีนี้เพิ่มขึ้น 10% เป็น 969 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติกำไรสูงสุดของบริษัท จากการปรับประมาณการรายได้นายหน้าธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 10% ปรับสมมติฐานส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 4.4% จากเดิม 4.1% มีสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 55,000 ล้านบาท และกำไรจากเงินลงทุนที่ 350 ล้านบาท
แม้ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีนี้โดดเด่น และอาจเป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงสุดของปี แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยงความผันผวนของราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวตามทิศทางการลงทุน จึงคงคำแนะนำ "เก็งกำไร" ตามการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้อิงจาก Target P/E 12 เท่า
ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปีนี้ เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์และธุรกิจอนุพันธ์ รายได้ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น และรายได้อื่นๆ
ฝ่ายวิจัยได้ปรับเป้ากำไรสุทธิปีนี้เพิ่มขึ้น 26% เป็น 1.47 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของกำไร โดยปัจจัยบวกสำคัญคือ การปรับประมาณการรายได้นายหน้าธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 4% ปรับสมมติฐานส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 12.8% จากเดิม 12.5% และคงสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 5.5 หมื่นล้านบาท และได้ปรับประมาณการรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 30%
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ "เก็งกำไร" เพราะประโยชน์ที่จะได้รับจากอานิสงส์เงินทุนไหลเข้า ทำให้มูลค่าการซื้อขายปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จ่ายเงินปันผลสูง แต่ธุรกิจหลักทรัพย์แข่งขันสูง กดดันความสามารถการทำกำไรระยะยาว และหุ้นมีความเสี่ยงจากที่มีสภาพคล่องต่ำ (Free Float 16.49%) จึงเหมาะกับการเก็งกำไรมากกว่าซื้อลงทุนระยะยาว โดยปรับมูลค่าพื้นฐานเพิ่ม 15.3% ตามการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้อิงจาก Target P/E 12 เท่า
นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล ผู้ช่วยผู้อำนวนยการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการกลุ่มหลักทรัพย์ไตรมาส 2 จะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีนี้ เพราะไตรมาส 1 ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมาก มูลค่าการซื้อขายก็เช่นกัน ทำให้ไตรมาส 2 ความเคลื่อนไหวของดัชนีน่าจะแผ่วลง เช่นเดียวกับมูลค่าการซื้อขาย หากเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2555 ทั้งรายได้และกำไรของกลุ่มหลักทรัพย์จะปรับเพิ่มขึ้นชัดเจน
ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงไม่ปรับเป้ากำไร เพราะได้ปรับไปบ้างแล้วในช่วงที่กลุ่มหลักทรัพย์ได้ประกาศผลประกอบการออกมา โดยได้ปรับคาดการณ์มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เป็น 4.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 4 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันฝ่ายวิเคราะห์ เชื่อว่า ในช่วงเวลานี้อาจยังไม่ใช่จังหวะเข้าลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ แม้จะมีอัพไซด์ราคาอยู่นิดหน่อย เพราะส่วนมากได้ทยอยจ่ายเงินปันผลไปแล้ว ทำให้แรงจูงใจเข้าลงทุนลดลง









