"พงษ์ศักดิ์"คาดความต้องการพลังงานในอาเซียนเพิ่ม 80% ในปี 2035 ยันแผนพีดีพี ฉบับใหม่ยังคงบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 พันเมกะวัตต์
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ในหัวข้อ "ASEAN Energy Outlook "ว่า ในปี 2035 แนวโน้มการใช้พลังงานของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 35% ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาคเอเชียจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 80% โดยการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยประเมินว่าจะเติบโตขึ้นถึง 7 หมื่นเมกกะวัตต์ จากในปัจจุบันที่มีศักยภาพการผลิต 3 หมื่นเมกกะวัตต์ เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นความท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานของไทย เช่น ก๊าซ ถ่านหิน น้ำมัน และ นิวเคลียร์ เป็นต้น
สำหรับแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี หรือพีดีพี ฉบับใหม่ กระทรวงจะยังไม่ตัดทิ้งโครงการนิวเคลียร์ 1 พันเมกะวัตต์ แต่จะสร้างหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนว่าจะต้องการไฟฟ้าราคาถูกหรือไม่ โดยกระทรวงพลังงานจะเร่งสร้างความเข้าใจให้กับประชน รวมทั้งจะมีการปรับเปลี่ยนเชื้อพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าใหม่เหมาะสม ลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพราะมีราคาสูง หันไปใช้เชื้อเพลิงอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าแทน และเน้นเรื่องพลังงานทดแทน ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของแผนการส่งเสริมให้ครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซล เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใช้ในบ้านนั้น คาดผลการศึกษาเรื่องเทคโนโลยี และอัตราการอุดหนุนจะเสร็จสิ้นใน 1 เดือน จากนั้นจะออกมาตรการส่งเสริมต่างๆตามมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของอาเซียนที่เติบโตสูงมาก ทางกระทรวงฯได้กำหนดนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายพลังงานในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นคง โดยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าและท่อส่งปิโตรเลียมในอาเซียน เนื่องจาก ไทยมีความได้เปรียบเรื่องที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพลังงานภายในกลุ่มอาเซียน จะยกระดับอาเซียนก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต โดยแผนการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนด้วย
โดยการประชุมครั้งนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงานและวิเคราะห์ศักยภาพของแหล่งผลิตปิโตรเลียม ความต้องการ การค้า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เพื่อนำเสนอเป็นWorld Energy Outlook ฉบับปี 2013 ที่จะมีการนำเสนอเรื่องอาเซียนเป็นการเฉพาะเพราะคาดว่าความต้องการใช้พลังงานของอาเซียนจะเติบโตเป็นอันดับต้นๆของโลกรองจากจีนและอินเดีย








