กสท.ยันบังคับใช้ประกาศ"มัสต์ แฮฟ" บีบ"อาร์เอส" ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2014 รอบสุดท้าย 64 แมทช์ ผ่าน"ฟรีทีวี"เท่านั้น ห้ามออกอากาศ"เพย์ทีวี"
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า การประชุมบอร์ด กสท. เมื่อวันที่ 29 เม.ย. เห็นชอบยกเลิกการพิจารณา "คำร้อง" ของ บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดแคสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาร์เอส ที่ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ได้ยื่นคำร้องขอ "ผ่อนผัน" การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จากประเทศบราซิล ทางฟรีทีวี รอบสุดท้ายครบทั้ง 64 แมทช์ ตามประกาศหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 หรือ มัสต์ แฮฟ (Must Have) ที่กำหนดให้รายการกีฬา 7 รายการ รวมการถ่ายทอดกีฬาฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ต้องออกอากาศผ่านฟรีทีวี "เท่านั้น" และห้ามจอดำ
การยกเลิกการพิจารณาคำร้องดังกล่าว เนื่องจาก บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดแคสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นต์ จำกัด "ไม่ใช่" บริษัทที่ได้รับ "ใบอนุญาต" กิจการวิทยุและโทรทัศน์ จาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลใบอนุญาตโดย กสทช. อีกทั้ง อาร์เอส ระบุว่าต้องการดำเนินการเรื่องดังกล่าวทางศาลปกครอง เพื่อให้พิจารณาตัดสินกรณีที่เกิดขึ้นแทน
ย้ำบอลโลกยิงสด "ฟรีทีวี"
พ.อ.นที กล่าวอีกว่า ตามประกาศหลักเกณฑ์มัสต์แฮฟ กำหนดให้ 7 รายการกีฬาสำคัญ ได้แก่ 1.ซีเกมส์ 2.อาเซียนพาราเกมส์ 3. เอเชี่ยนเกมส์ 4. เอเชี่ยนพาราเกมส์ 5.โอลิมปิก 6.พาราลิมปิก และ 7.ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ต้องถ่ายทอดผ่านระบบฟรีทีวี" เท่านั้น เพราะว่าเป็นกีฬาของมวลมนุษยชาติ ที่คนไทยส่วนใหญ่ควรได้รับชม
โดยห้ามนำลิขสิทธิ์ทั้ง 7 รายการกีฬาดังกล่าวไปออกอากาศทางเพย์ทีวี ที่เป็นการจำกัดสิทธิการรับชมเกมกีฬาดังกล่าว ซึ่งคนไทยมีโอกาสเข้าร่วมแข่งขัน และคนไทยทุกคนควรได้รับชม หรือหากต้องการแพร่ภาพทางเพย์ทีวีเป็นการเฉพาะ ผู้ได้รับสิทธิสามารถยื่นขออนุญาตจาก กสทช. เพื่อให้พิจารณารายกรณี
ทั้งนี้ แนวทางที่ อาร์เอส ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2014 จะต้องดำเนินการตามประกาศมัสต์ แฮฟ คือ นำลิขสิทธิ์ดังกล่าวทั้ง 64 แมทช์รอบสุดท้าย แพร่ภาพทางฟรีทีวี ทั้งฟรีทีวี อนาล็อก 6 ช่อง และ ทีวีดิจิทัล รวม 36 ช่องในประเภทธุรกิจ และสาธารณะ ที่กำหนดจะให้ใบอนุญาตในปีนี้ โดยอาร์เอสจะพิจารณาร่วมมือกับฟรีทีวี กี่ช่องก็ได้ เพื่อถ่ายทอดครบทุกแมทช์การแข่งขัน หรือหากอาร์เอส สามารถประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจได้ ก็สามารถนำฟุตบอลโลก 2014 ไปออกอากาศในช่องทีวีดิจิทัลของอาร์เอสได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามในการบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2010 อาร์เอส ได้นำการแข่งขันทุกนัดมาออกอากาศทางฟรีทีวี
ห้ามบอลโลกลง"เพย์ทีวี"
ตามประกาศ มัสต์ แฮฟ "อาร์เอส" ไม่สามารถนำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ไปออกอากาศผ่านช่องทาง"เพย์ทีวี" ผ่านกล่องรับสัญญาณ "ซันบ็อกซ์" เพื่อเป้าหมายขายกล่อง หรือเก็บค่าบริการรับชมได้ โดยการนำกีฬาทั้ง 7 รายการ ไปออกเฉพาะช่องทางเพย์ทีวี ต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. เท่านั้น
"ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2014 ที่อยู่ในมืออาร์เอส ขณะนี้หากอาร์เอส จะไม่นำมาออกอากาศทางฟรีทีวีครบทุกนัด ก็ไม่สามารถนำไปออกอากาศทางเพย์ทีวี หรือผ่านกล่องซันบ็อกซ์ ของอาร์เอสได้เช่นกัน" พ.อ.นทีกล่าว
การปฏิบัติภายใต้ประกาศมัสต์ แฮฟ "ฟรีทีวี" มีหน้าที่ต้องเผยแพร่รายการทั้ง 7 รายการ ในทุกแพลตฟอร์มการรับชมของครัวเรือนไทย ทั้งทีวีภาคพื้นดิน ,จานรับสัญญาณดาวเทียม และเคเบิลทีวี ตามประกาศ "มัสต์ แคร์รี่" (Must Carry) ทั้งนี้ หากไม่มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ทั้ง 7 รายการมาเผยแพร่ในประเทศไทย กสทช.ไม่ได้บังคับให้ฟรีทีวี ต้องซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าวมาออกอากาศ
อาร์เอสฟ้องศาลแก้เกณฑ์มัสต์แฮฟ
รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบัน "อาร์เอส" ได้ดำเนินการฟ้องศาลปกครองแล้ว เรื่องให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แก้ไขหรือยกเลิกประกาศหลักเกณฑ์ มัสต์แฮฟ ที่กำหนดให้การถ่ายทอดกีฬาฟุตบอลโลกปี 2014 ทุกนัด ต้องออกอากาศผ่านฟรีทีวีเท่านั้น และห้ามจอดำ
โดย อาร์เอส ชี้แจ้งว่าจะถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ที่ได้รับลิขสิทธิ์จากฟีฟ่าผ่านฟรีทีวี จำนวน 27 นัด ที่เป็นนัดสำคัญ ตามที่ฟีฟ่ากำหนดไว้ จากการแข่งขันทั้งหมด 64 นัด โดยนัดที่เหลือจะออกอากาศผ่านกล่องรับสัญญาณ "ซันบ็อกซ์" ของอาร์เอส ซึ่งอาร์เอสได้ร้องต่อศาลปกครอง ขอให้แก้ประกาศ มัสต์ แฮฟ จากคำว่าออกอากาศผ่านฟรีทีวีเท่านั้น เป็นออกอากาศผ่านฟรีทีวีด้วย
กสท.ยืนมติไม่ออกเกณฑ์ บิวตี้ คอนเทสต์
พ.อ.นที กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมบอร์ด กสท.วานนี้ ไม่มีการวาระพิจารณาหลักเกณฑ์ใบอนุญาต "ทีวีดิจิทัล" ประเภทสาธารณะ เพิ่มเติมจากมติบอร์ด กสท. ครั้งก่อนเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำหลักเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอแนวทางการออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะ จากวาระที่ประชุมไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอให้บอร์ด กสท. พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
ทั้งนี้ ยืนยันว่ามติบอร์ด กสท.เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตทีวีดิจิทัล สาธารณะ ได้ดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวม 8 ฉบับ ซึ่งกำหนดแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่, การใช้คลื่นฯ, คุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ทุกประเภท รวมทั้งทีวีสาธารณะ โดยไม่ต้องออกประกาศหลักเกณฑ์คัดเลือก หรือ บิวตี้ คอนเทสต์ เพิ่มเติม โดยการให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล สาธารณะ ยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในเดือนมิ.ย. นี้









