สอท.เข้าพบนายกฯชง 5 มาตรการแก้บาทแข็ง เสนอลดดอกเบี้ย 1% สกัดเงินไหลเข้า อ้างอีซีบียังลด เรียกร้องคลัง-ธปท.ทำงานร่วมกันแบบผสมผสาน
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) , กลุ่มผู้ประกอบการส่งออก , เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้เดินทางเข้าพบเพื่อรายงานสถานการณ์ของภาคอุตสาหกรรมส่งออกจากเงินบาทแข็งค่าและยื่น 5 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อการดำเนินงานส่งออกลดลงแล้วในไตรมาสแรกของปี แม้เงินบาทจะเริ่มอ่อนค่าลงแต่มีสัญญาณการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากนักเก็งกำไรและนักค้าเงินในตลาดทุนและตลาดพันธบัตรไทย ทำให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึง ผู้ประกอบการขนาดกลาง และผู้ประกอบการขนาดใหญ่เริ่มได้รับผลกระแล้วเช่นกัน เมื่อนำค่าบาทเปรียบเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งแล้ว พบว่า เงินบาทไทยแข็งค่ากว่าประเทศอื่ๆในภูมิภาคกว่า 6-7%
ในขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นๆอ่อนค่ากว่ามาก เช่น ญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 45% ,เกาหลีอ่อนค่าลง 7% ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมหันไปซื้อสินค้าและวัตถุดิบจากต้างประเทศมากขึ้น เช่น คำสั่งซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิค และ ชิ้ิ้นส่วนยานยนต์ ส่งผลกระทบระบบห่วงโซ่อุปทานซับพลายเชนในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม จนผู้ประกอบการไทยต้องลดการผลิตลง คาดว่า ไตรมาส ที่ 2 คำสั่งซื้อจากต่างประเทศจะหมดลงยิ่งทำให้ได้รับผลกระทบมากขึ้น และมีแนวโน้มลุกลามไปถึงไตรมาส ที่ 3 ของปีนี้ด้วย
ประกอบกับ เมื่อวานนี้กลุ่มประเทศยุโรป (อียู) ไดป้รับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากเดิมอยู่ที่ 0.75% ทำให้ดอกเบี้ยกลุ่มอียูลดลงเหลือ 0.5% หรือเฉลี่ยปรับลดลง 33% ดังนั้น ไทยควรมีมาตรการบริหารจัดการการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่เข้มแข็งกว่านี้ เพราะเสี่ยงในอนาคตจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ ส.อ.ท. จึงเสนอมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% เพื่อลดเงินทุนไหลเข้า และขอให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาค่าบาทแบบผสมผสาน ไม่อยากให้ดูแลเงินเฟ้อเป็นหลัก ต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนไหลเข้าประกอยด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ อยากเห็นการเคลื่อนไหวของเงินบาทแค่ 2 ด้าน คือ ไม่อยากให้เงินบาทผันผวน และ ไม่อยากให้เงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค ด้าน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบส่งออก โดยได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพยายามหาแนวทางที่เหมาะสมช่วยเหลืออยู่ โดยเฉพาะการเน้นการนำเงินบาทมาลงทุนในประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งขอวประเทศ 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ 350,000 ล้านบาท เพื่อลดการแข็งค่าเงินบาทลง โดยรัฐบาลรับข้อเสนอแนะ 5 ข้อของ ส.อ.ท.และภาคเอกชน เพื่อนำไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาและออกมาตรการที่ดีที่สุดมาช่วยเหลือผู้ประกอบการไม่ให้ได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้้






