เคยผ่านวิกฤตการณ์ทางการเงินมาแล้ว2ครั้ง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการมีวินัยในการลงทุนทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายสู่ความสำเร็จในการลงทุนได้
แบรนดา ชู ประธานเจ้าหน้าที่สายการวางแผนและปฏิบัติการ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เธอเป็นชาว “มาเลเซีย” ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในธุรกิจกองทุน เธอเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็น ผู้ตรวจสอบบัญชี 5 ปี ที่ Ernst and Young (ที่รู้จักกันในนาม Andersen) และต่อมาได้เข้าร่วมทำงานกับทางธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในตำแหน่ง Business Analyst. ก่อนหน้าที่จะมาเข้ามาร่วมกับทาง ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล กรุ๊ป บลจ.ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของมาเลเซีย วันนี้เธอจะมาแชร์ประสบการณ์ในเรื่องการลงทุนส่วนตัวให้ฟังกัน
แบรนดา บอกว่า ตัวเองเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ “ปานกลาง” หากคุณลงทุนในหุ้นได้มากกว่า 50% ก็ถือว่าคุณก็จะเป็นนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างมาก มีแนวความคิดหนึ่งที่ว่าสัดส่วนที่คุณสามารถจะลงทุนในหุ้นนั้นให้เอา 100 ลบ ด้วยอายุของตัวเอง เช่น คุณมีอายุ 30 ปี คุณก็สามารถลงทุนในหุ้นได้ 70% แต่ตัวเองเอา 100 - อายุ แล้วหารสองอีกครั้งเป็นสัดส่วนที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในปัจจุบัน
เพราะเคยมีประสบการณ์ผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วถึง 2 ครั้ง ในปี 40 และ 43 เมื่อตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียปรับตัวลดลงจาก 1,000 จุด มาอยู่ที่ 400 จุด ทำให้ขาดทุนไปประมาณ 60% ซึ่งในช่วงนั้นตัวเองยังรับความเสี่ยงได้มากและลงทุนในตลาดหุ้นเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงแต่หลังจากเจอวิกฤติดังกล่าวทำให้ปรับเปลี่ยนการลงทุนมากระจายความเสี่ยงการลงทุนมากขึ้นและใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน
ปัจจุบันจะกันเงินส่วนหนึ่งอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายรายเดือนประมาณ 6 เดือนก่อน ที่เหลือก็กระจายการลงทุนไปในอสังหาริมทรัพย์ 50% กองทุนหุ้น 30% และกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอีกประมาณ 20% ซึ่งเป็นการออมเพื่อเกษียณของภาครัฐของมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก
"โดยการลงทุนในหุ้นปัจจุบันจะลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งหมดเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุนหลังจากที่เจอวิกฤติมาแล้ว ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้และเริ่มมองการลงทุนในลักษณะของการกระจายการลงทุนมากขึ้นทั้งกองทุนในประเทศ กองทุนต่างประเทศ มีการกระจาย บลจ.ที่ลงทุนเพราะบางปี บลจ.หนึ่งอาจจะดีและบางปีอาจจะแย่ก็ได้ โดยจะเน้นการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ เพราะเคยผ่านวิกฤตการณ์ทางการเงินมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง และเคยเห็นเงินออมของเพื่อนร่วมงานและเงินออมของตัวเองหมดไปกับวิกฤตการณ์ทางการเงินทั้ง 2 ครั้ง ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้ว่าการมีวินัยในการลงทุนทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายสู่ความสำเร็จในการลงทุนได้"
แบรนดา ยังบอกอีกว่า การลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อเกษียณในระยะยาวของตัวเองนั้นคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี เพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ด้วย โดยจะใช้กลยุทธ์แบ่งเงินออมทุกเดือนเพื่อจะบรรลุเป้าหมายทางการเงินตอนเกษียณ
ซึ่งเคล็ดลับสำคัญคือ การเริ่มต้นลงทุนออมตั้งแต่อายุยังน้อยจะได้เปรียบกว่ามาก ตัวอย่าง หากคุณเริ่มออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงานหลังจากจบการศึกษาเมื่ออายุ 24 ปีทุกเดือนเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท เท่ากันทุก ๆ เดือน โดยสมมติว่าได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 6% ต่อปี เมื่อคุณเกษียณอายุ 55 ปี คุณก็จะมีเงินออมจำนวนมากถึง 1,078,806 บาท แต่หากคุณเริ่มออมเงินตอนอายุ 30 ปี ทุกเดือน เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท เท่ากันทุก ๆ เดือน เมื่อคุณเกษียณอายุ 55 ปี คุณจะเงินออมเพียง 692,993 บาท
จะเห็นได้ว่าการเริ่มลงทุนก่อนก็จะทำให้คุณรวยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวเองจะทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนไม่ว่าสภาพตลาดจะขึ้นหรือลงก็ตาม เพราะการพยายามจับจังหวะตลาดอาจทำให้พลาดโอกาสในการลงทุนที่ดีในระยะยาวไปได้เช่นเดียวกัน
นอกจากการเริ่มต้นลงทุนเร็วจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายการเงินที่ตั้งใจไว้แล้ว "วินัยการเงิน" ก็สำคัญไม่แพ้กัน ตอนที่ตัวเอง 28 ปี หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดระยะเวลา 4 ปี ให้กับบริษัทตรวจสอบบัญชีแห่งหนึ่งในตำแหน่งผู้ตรวจสอบบัญชีภายใน แต่วันหนึ่งกลับพบว่าตัวเองไม่มีเงินออมเลย เงินที่หามาได้ทั้งหมดใช้จ่ายไปเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินกับเพื่อนฝูง ทานอาหารในร้านอาหารดี ๆ ไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ และจับจ่ายใช้สอยซื้อของทุกอย่างที่อยากได้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
"นั่นทำให้ตระหนักว่าตัวเองจำเป็นต้องมีวินัยในการลงทุนมากขึ้น ต้องมีเป้าหมายในการออมเงินที่มีเหตุมีผล และสามารถบรรลุเป้าหมายของการออมทุกเดือน คุณก็จะสามารถใช้เงินที่เกิดจากรายได้ที่แท้จริงหลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วได้อย่างมีความสุขแล้วหลังจากเคยลงทุนด้วยตัวเองมาจนเจอวิกฤตินั้นก็ทำให้รู้ว่าลงทุนเองนั้นยาก เราตามตลาดไม่ทัน สู้ให้ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญมาดูแลบริหารจัดการให้น่าจะดีกว่าเพราะเขามีข้อมูลและมีประสบการณ์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพอใจ โดยตัวเองจะลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือนไม่จับจังหวะตลาดเพื่อลงทุนซึ่งในระยะยาวก็ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและเป็นที่น่าพอใจกว่าที่เคยลงทุนด้วยตัวเองมาด้วย"
ในส่วนของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างมากนั้นก็เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกันเฉลี่ยประมาณ 8 - 10% ต่อปี ขึ้นกับเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทไหน ซึ่งปัจจุบันจะลงทุนในคอนโดมิเนียมและบ้านที่มาเลเซียเอาไว้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ "ต่อสู้กับเงินเฟ้อ" ได้ดี ในส่วนนี้จะมองเป็นการลงทุนระยะยาวเมื่อ 10 ปีก่อน คอนโดที่ซื้อราคาไม่ถึง 2 ล้านบาท ปัจจุบันราคาขึ้นมาเป็น 4.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เป็นต้น โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นส่วนหนึ่งจะใช้สินเชื่อธนาคารแต่ตัวเองก็จะต้องมีเงินสภาพคล่องที่เพียงพอจะจ่ายชำระสินเชื่อนั้นด้วยอย่างน้อย 6 - 9 เดือน จึงจะเข้าไปลงทุน
ส่วนตัวแบรนดา เชื่อว่า การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น ต้องมีกุญแจที่สำคัญ 3 ดอก คือ
1) "การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน" เหมือนเรื่องเกี่ยวกับ "Law of Attraction" หากคุณมีความตั้งใจจะทำอะไรแล้วได้วางแผนว่าคุณจะบรรลุถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไรและก็ลงมือทำเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น
2) "การมีวินัย" ขอให้คุณยึดติดกับวินัยในการลงทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมในช่วงตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หรือปรับลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลดลง ขอให้คุณมีวินัยในการลงทุนและยึดติดกับสัดส่วนการลงทุนที่คุณกำหนดไว้ตั้งแต่แรก
3) "การให้มืออาชีพบริหารจัดการดูแลการลงทุน" หากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานยุ่งทั้งวันไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลการลงทุนของตัวเอง ก็ควรให้ความไว้วางใจกับมืออาชีพให้บริหารการลงทุนแทนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ด้วยการจัดพอร์ตและสไตล์การลงทุนที่แบรนดาวางไว้ เธอเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณที่ตั้งใจเอาไว้ได้อย่างแน่นอนและเชื่อมั่นว่าทุกคนก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันขอแค่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำเท่านั้นเอง








