หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตดี น่าสนใจของนักลงทุนFundamentals สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวโอกาสการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดีมานำเสนอ
ในกลุ่มสินทรัพย์ประเภท "ตราสารหนี้" นอกจาก "พันธบัตรรัฐบาล" ซึ่งเป็นตราสารหนี้ภาครัฐแล้ว ก็ยังมี "หุ้นกู้" ซึ่งเป็นฝั่งของตราสารหนี้เอกชนด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน "หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade)" ทั่วโลก ถือเป็นอีกกลุ่มสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
เพราะผลตอบแทนของพันธบัตรของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ทรงตัวในระดับต่ำและมีราคาค่อนข้างแพงนั้น ทำให้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ค่อนข้างต่ำ
การจะเพิ่มผลตอบแทนขึ้นมาโดยที่ความเสี่ยงไม่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ "ตลาดหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade)" ยังคงมีเงินไหลเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง
Fundamentals สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดีของโลกมานำเสนอ
ตลาดตราสารหนี้แพงไปหรือยัง
นายโดมินิค เพ็กเลอร์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์-ตราสารหนี้, BlackRock - เอเชียแปซิฟิก บอกว่า ปัจจุบันผลตอบแทนของตราสารหนี้โดยทั่วไปยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั่น แสดงว่าตราสารหนี้ปัจจุบันแพงไปหรือไม่ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี ปัจจุบันผลตอบแทนไม่ถึง 2.0% ภาพรวม ของอัตราดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่นยังทรงตัวในระดับต่ำแม้ว่าตลาดจะคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ในอนาคตแต่ก็ไม่มากนัก ในช่วงที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกเป็นจำนวนมาก และทำให้อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวลงมาตลอดจนปัจจุบันผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้สหรัฐเองก็ต่ำมากและอาจจะลงไปต่ำกว่านี้ได้ไม่มาก รวมถึงพันธบัตรประเทศพัฒนาต่างๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วอาจจะดูค่อนข้างแพงไปแล้ว
"การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเพียงอย่างเดียวอัตราผลตอบแทนที่ได้อาจน้อยเกินไป ควรจะมองดูการลงทุนใน หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) ซึ่งมีอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไป ผสมเข้ามาในพอร์ตการลงทุนด้วย เพราะผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มีเครดิตดีในระดับที่ลงทุนได้ทั่วโลก ปัจจุบันยังมี "ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Spread)" ที่สูงกว่าพันธบัตรสหรัฐอยู่ประมาณ 1.5% ซึ่งถือว่าไม่น้อย และหากเทียบดู Spread ในปัจจุบันก็ยังมีแนวโน้มที่จะลดลงได้อีกประมาณ 0.5% มาอยู่ที่ 1.0% ได้เช่นกัน เพราะ Spread ในปัจจุบันยังค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งแสดงว่ายังคงมีโอกาสที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมจากการลงทุนในหุ้นกู้ทั่วโลก"
กลับสู่ภาวะปกติของตลาดหุ้นกู้คุณภาพดี โดมินิค ยังบอกอีกว่า ปี 12 ถือเป็นปีที่ถือได้ว่าไม่ปกตินักสำหรับผู้ลงทุนในตราสารหนี้ โดยอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ในระดับสูงมากใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของ "หุ้น" การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาตราสารหนี้ในปี 12 แสดงให้เห็นว่ารายได้จากดอกเบี้ยของตราสารหนี้ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรรัฐบาล เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯและเยอรมัน โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีให้อัตราผลตอบแทนน้อยกว่า 2% ต่อปี ทั้งนี้ เนื่องจากผลของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก ในปีที่แล้วหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตระดับลงทุนได้ทั่วโลกให้ผลตอบแทนที่ดีมากประมาณ 10% กว่า ซึ่งถือว่าดีผิดปกติสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งในปีนี้มองว่าอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ Investment Grade ทั่วโลกจะอยู่ประมาณ 3-5% ซึ่งถือว่ายังดีกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ ในขณะที่ความเสี่ยงไม่ได้มากเท่าไรและถือเป็นสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจลงทุนในช่วงที่ผ่านมา
ถ้ามอง "พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนา" แล้วอย่างสหรัฐอัตราผลตอบแทนระดับนี้ถือว่าแพงมาก การที่อัตราผลตอบแทนจะลงไปต่ำกว่านี้ถือว่าไม่ง่าย ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ควรจะมองหาการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่นที่ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาลในขณะที่ความเสี่ยงไม่มากนัก เช่น หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตลงทุนได้ (Investment Grade) โลก หรือการกระจายการลงทุนบางส่วนไปยัง "ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bond)" หรือ "หุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield Bond)" เป็นต้น
"ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนยังคงมีความน่าสนใจและความเสี่ยงที่ผู้ออกจะไม่สามารถชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สถานะทางการเงินของบริษัทหลายแห่งทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากด้วยงบการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ใช้เงินทุนสำรองไปในการลงทุนนับตั้งแต่ปี 08 เป็นต้นมา แม้ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการก่อหนี้ที่เพิ่มมากขึ้นโดยการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เพื่อการดำเนินงานของบริษัท แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ โดยระดับความเสี่ยงถือว่ายังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีฐานะทางการเงินที่ดีพอที่จะชำระคืนหนี้ได้"
หุ้นกู้คุณภาพดีทั่วโลกยังไม่แพง
ดารบุษป์ ปภาพจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด2 บลจ.กรุงไทย บอกว่า ปัจจุบันเงินลงทุนยังคงไหลเข้าในตลาดหุ้นกู้คุณภาพดีที่เป็นระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันตลาดหุ้นกู้ Investment Grade ทั่วโลก "ยังไม่แพง" เมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในสเกลเดียวกัน ในขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วแพงมากแล้วในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนน้อยมาก เงินที่ไหลเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่เป็นเงินที่ออกมาจาก "ตลาดเงิน" ไม่ใช่ "ตลาดตราสารหนี้" เพราะตลาดเงินเองปัจจุบันผลตอบแทนก็น้อยมากเช่นเดียวกัน ถ้าจะหาอัตราผลตอบแทนที่ดีในขณะที่ความเสี่ยงไม่มากนักตลาดหุ้นกู้-Investment Grade ก็ยังเป็นตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจเพราะราคายังไม่แพงด้วย โดยหุ้นกู้ที่ลงทุนมีสภาพคล่องสูงมากต่างจากตลาดหุ้นกู้ในไทยที่มีขนาดเล็กและไม่มีสภาพคล่องเท่าไร
ปัจจุบันแม้เศรษฐกิจโลกอาจจะโตไม่มากนักปีนี้คาดว่าจะโตประมาณ 3.0% โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่ยังเติบโตช้า แต่บริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตดีนั้น บริษัทเหล่านี้ยังมีความแข็งแกร่งในแง่ของรายได้ กระแสเงินสดที่มากและหนี้ที่น้อย ก็ยังเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งและหุ้นกู้ของเขาก็มีความน่าสนใจลงทุนเช่นกัน
"นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นกู้ที่เป็น Investment Grade แล้ว การกระจายการลงทุนไปยังหุ้นกู้ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) รวมถึงตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียประมาณ 5-10% ในพอร์ตการลงทุนก็จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้ดีขึ้นได้เช่นกัน เพราะ Spread ของหุ้นกู้ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงในปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยประมาณ 5.0% ถือว่าไม่แพงเกินไปในขณะที่มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างต่ำจากวิกฤติที่ผ่านมาทำให้บริษัทส่วนใหญ่หันมาถือเงินสดเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทที่ออกหุ้นกู้ในกลุ่มนี้มีการก่อหนี้ต่ำ กระแสเงินสดมากกว่าภาระดอกเบี้ยกว่า 2 เท่า มีความสามารถในการชำระหนี้ดีมาก ที่สำคัญเวลาทิศทางดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นมักจะส่งผลลบต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแต่เป็นผลบวกต่อหุ้นกู้อัตราผลตอบแทนสูงเหล่านี้ด้วย"
ตลาดตราสารหนี้เอเชีย-ไทยยังน่าสนใจ
โดย โดมินิค ยอมรับว่า ตลาดตราสารหนี้เอเชียรวมทั้งตลาดตราสารหนี้ไทยยังเป็นตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญในฐานะสินทรัพย์การลงทุนประเภทหนึ่งที่มีอันดับเครดิตของประเทศที่ดี หนี้สินต่ำทั้งภาครัฐและเอกชน มีโอกาสในการถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิตตราสารหนี้ต่างๆ ในภูมิภาคได้ในอนาคตตรงข้ามกับตราสารหนี้ในยุโรปที่เจอวิกฤติและมีโอกาสจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ต่างๆ ลงในอนาคต ทำให้ตราสารหนี้เอเชียรวมทั้งไทยเองเป็นตลาดหนึ่งในภูมิภาคที่นักลงทุนทั่วโลกสนใจแบ่งเงินเข้ามาลงทุนโดยมองเป็นสินทรัพย์ทางการเงินประเภทหนึ่งเช่นกันเหมือนในช่วงปี 90 ที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในเอเชียค่อนข้างมากทำให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียโดยรวมมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งค่าเงินบาทเองด้วย
เช่นเดียวกับ สุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ที่มองว่า ปัจจุบันตลาดตราสารหนี้ในแทบอาเซียนถือเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและโดดเด่นแห่งหนึ่งในเอเชียจึงทำให้มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ยังได้ประโยชน์จากค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะหากมองในภาพรวมอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้เอเชียก็ยังคงสูงกว่าในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐหรือญี่ปุ่นค่อนข้างชัดเจน จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ทั่วเอเชียอย่างต่อเนื่องรวมทั้งไทยด้วย
ปัจจุบันตลาดตราสารหนี้ไทยเองอาจจะคล้ายกับตราสารหนี้เกาหลีใต้ในอดีตเช่นกัน เพราะเป็นภาวะที่ไม่ปกติของตลาดในตอนนั้นเกาหลีใต้ที่มีอันดับเครดิต AA- กลับให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าไทยที่มีอันดับเครดิตน้อยกว่าคือ A- จึงเห็นกองทุนตราสารหนี้ของไทยไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเป็นจำนวนมากจนท้ายที่สุดอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้เกาหลีใต้ก็ปรับตัวลดลงจนกลับสู่ภาวะปกติและในปัจจุบันก็กลับมาต่ำกว่าไทยแล้ว
"เช่นเดียวกันในปัจจุบันตลาดตราสารหนี้ไทยถ้าเทียบกับตลาดในภูมิภาคที่มีตลาดตราสารหนี้เหมือนกัน เช่น มาเลเซีย (A), อินโดนีเซีย (BB+) และ ฟิลิปปินส์ (BB+) นั้น จะเห็นว่าในแง่ของเครดิตประเทศนั้นใกล้เคียงกันมาก แต่อัตราผลตอบแทนของตลาดตราสารหนี้ไทยที่มีอันดับเครดิตดีกว่าฟิลิปปินส์กลับสูงกว่า และมาเลเซียที่อันดับเครดิตดีกว่าไทยก็ให้ผลตอบแทนสูงกว่าไทยเช่นกัน เป็นภาวะผิดปกติของตลาดที่เกิดขึ้นและเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว ซึ่งในท้ายสุดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในที่สุด"
เติมเต็มการลงทุนด้วยหุ้นกู้คุณภาพดี
โดย ดารบุษป์ บอกว่า ในส่วนของนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในตราสารหนี้หากมองไปยังพันธบัตรรัฐบาลผลตอบแทนก็อาจจะไม่ได้สูงมากนักและพันธบัตรรัฐบาลในกลุ่มประเทศพัฒนาในปัจจุบันก็ถือว่าค่อนข้างแพงไปแล้ว การจะแสวงหาผลตอบแทนที่ดีโดยที่ความเสี่ยงไม่มากนักก็เลยมุ่งมาที่ "ตลาดหุ้นกู้คุณภาพดีโลก" ที่มีอันดับเครดิตในระดับที่ลงได้ขึ้นไป ซึ่งยังมีโอกาสให้ลงทุนได้และราคายังไม่แพงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น แน่นอนว่าตลาดหุ้นกู้ในประเทศไทยยิ่งมีขนาด “เล็กและแคบ” โอกาสที่นักลงทุนจะเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดีมีแต่ก็ไม่ง่ายและในแง่ของสภาพคล่องก็น้อยมากอีกทั้งยังต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ดังนั้นนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในหุ้นกู้ที่มีเครดิตระดับลงทุนได้ในไทยเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักถือเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการลงทุนของนักลงทุนไทยไป
บริษัทจึงนำเสนอ "กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ คอปเปอร์เรท บอนด์ ฟันด์ (KT-WCORP)" ในช่วงปลายเดือนมี.ค. 2556 ที่ผ่านมา เพื่อเติมเต็มทางเลือกการลงทุนใน "ตราสารหนี้" ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุนไทยเอง โดยกองทุน KT-WCORP จะนำเงินไปลงทุนใน "กองทุน BGF Global Corporate Bond Fund" ซึ่งบริหารจัดการโดย BlackRock (Luxembourg) S.A. ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตในระดับลงทุนได้ (Investment Grade) ทั่วโลกไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรเงินในเชิงกลยุทธ์เพื่อไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ด้วย
"ในกลุ่มสินทรัพย์ที่เป็นตราสารหนี้เมื่อนักลงทุนมีทางเลือกการลงทุนครบถ้วน ก็จะสามารถนำไปใช้จัดสินทรัพย์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม ที่ผ่านมากองทุนที่มีส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ การมีหุ้นกู้เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนก็น่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน"
แนะขยายอายุตราสารหนี้
ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนตราสารหนี้ บลจ.กรุงศรี แนะนำว่า พอร์ตการลงทุนในส่วนของตราสารหนี้เองนั้นนักลงทุนก็ควรจะมีการจัดสรรเงินลงทุนไปอย่างเหมาะสมเช่นกันจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับตัวเองได้ นอกเหนือจากการลงทุนใน "กองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term fund)" แล้วซึ่งปัจจุบันจะมีอายุไม่เกิน 1 ปี นักลงทุนควรจะยืดอายุของตราสารหนี้ที่ลงทุนเพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นโดยผ่าน "กองทุนเปิดตราสารหนี้" ที่จะมีการบริหารอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตที่ยาวขึ้นและผลตอบแทนที่ได้ก็จะดีกว่า "กองทุนตราสารตลาดเงิน" และกองทุนตราสารหนี้แบบ Term Fund เองด้วย แต่แน่นอนว่ากองทุนเปิดตราสารหนี้ก็จะมีความผันผวนด้านราคาที่นักลงทุนต้องเข้าใจด้วยเช่นกัน ซึ่งหากมองทิศทางดอกเบี้ยในประเทศแล้วด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยเองทิศทางดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มทรงตัวหรือมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ นอกจากมีปัจจัยเสี่ยงในเศรษฐกิจโลกเข้ามาที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวการปรับลดดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้แต่ก็มองว่าไม่น่าจะปรับลดลงได้มากแต่ประการใด
"นักลงทุนต่างประเทศเมื่อเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยก็จะได้ทั้งผลตอบแทนจากตราสารหนี้และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ต่างประเทศก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนให้นักลงทุนไทยเช่นเดียวกันแต่ความเสี่ยงก็จะมีมากกว่าด้วย แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่มีความเข้าใจและสามารถรับความเสี่ยงได้เช่นกัน"
สำหรับนักลงทุนที่ชอบการลงทุนในตราสารหนี้ การขยับมาสู่ตลาดหุ้นกู้คุณภาพดีในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) นั้น น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการเพิ่มผลตอบแทน โดยที่ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเองมากจนเกินไปนัก









