วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติชี้นักลงทุนเชื่อมั่นดันบาทแข็ง

ธปท.เผยเดือนมี.ค.เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิติดลบ 222 ล้านดอลลาร์ สวนทางเงินบาทแข็งค่า ชี้นักลงทุนกล้าซื้อเงินบาทในราคาสูง เพราะมีความเชื่อมั่น

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายในเดือนมี.ค. มีเงินไหลออกรวม 222 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ดัชนีค่าเงินบาทในเดือนมี.ค. 2556 อยู่ที่ 110.18 แข็งค่าขึ้น 6.84% จากสิ้นปี 2555

ขณะที่ค่าเงินบาทสิ้นไตรมาส 1 ปิดที่ 29.29 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่า 4.31% จากสิ้นปี 2555

ธปท. ยอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากการไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรธปท. โดยในเดือนมี.ค. มีเงินลงทุนโดยตรงไหลเข้า 17,900 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาล 1,063 ล้านดอลลาร์ พันธบัตร ธปท. 518 ดอลลาร์ ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในพันธบัตรเอกชน

ขณะเดียวกัน ยังมีนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ 22,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศเกิดใหม่ 1,500 ล้านดอลลาร์

หากดูตัวเลขดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายรวมทั้งไตรมาส พบว่า ไตรมาสแรกปีนี้ มีเงินไหลเข้ามารวมทั้งสิ้น 4,775 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการไหลเข้าในตราสารหนี้ธนาคารกลาง 2,736 ล้านดอลลาร์ เข้าตราสารหนี้ภาครัฐ 1,857 ล้านดอลลาร์ เข้าในสถาบันรับฝากเงิน 2,081 ล้านดอลลาร์ และเป็นการไหลออกในภาคอื่น 1,900 ล้านดอลลาร์

ในส่วนของเงินที่ไหลเข้าเป็นการเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ ขณะที่เงินไหลออกมาจากการออกไปลงทุนโดยตรงและการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ในต่างประเทศของนักลงทุนไทย รวมทั้งการให้สินเชื่อการค้าของผู้ส่งออกตามมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

นายเมธี กล่าวว่า สาเหตุที่เงินบาทในเดือนมี.ค. แข็งค่าขึ้น แม้ว่าจะเป็นยอดเงินไหลออกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนมองว่าแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าจึงกล้าซื้อเงินบาทในราคาที่สูงขึ้น

"บางทีจังหวะเวลาของการไหลเข้าหรือไหลออก ในช่วงที่คนคิดว่าเงินจะแข็งขึ้น ผลของมันจะมีมากกว่าจำนวนเงินที่ไหลเข้า ดังนั้นความเชื่อมั่นของคนจึงมีความสำคัญ เพราะถ้าคนคาดการณ์ว่าบาทจะแข็งมันก็มีโอกาสที่จะแข็งขึ้นเรื่อยๆ ได้เช่นกัน" นายเมธี กล่าว

ต่างชาติซื้อพันธบัตรอีก1.5หมื่นล้าน

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) รายงานภาวะตลาดตราสารหนี้วานนี้ มีมูลค่าการซื้อขาย 170,650 ล้านบาท โดยพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย มีมูลค่าการซื้อขายมากสุด 123,547 ล้านบาท คิดเป็น 72.5% พันธบัตรรัฐบาล มีมูลค่าการซื้อขาย 39,908 ล้านบาท คิดเป็น 23.3% และหุ้นกู้เอกชน มีมูลค่าซื้อขาย 2,589 ล้านบาท คิดเป็น 1.5%

หากแบ่งตามประเภทนักลงทุน ที่มียอดซื้อสุทธิสูงสุด คือ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซื้อสุทธิ 11,612 ล้านบาท กลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่มีใบอนุญาตค้าตราสารหนี้ ซื้อสุทธิ 3,172 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ มียอดซื้อสุทธิ มูลค่า 15,025 ล้านบาท

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่สองในรอบสัปดาห์ หลังจากเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ซื้อสุทธิ 11,130 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมของตลาด ผลตอบแทน (Yield Curve) ปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุของตราสารหนี้ ประมาณ 1-3 bps. จากการคาดการณ์ของนักลงทุนถึงความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนัดพิเศษของ กนง. ซึ่งทำให้ yield ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากในช่วงเช้า ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงติดตามว่าจะมีการออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทหรือไม่

ค่าบาทอ่อนค่า-รอความชัดเจน กนง.

การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (30 เม.ย.) แกว่งตัวในทิศทางอ่อนค่า เนื่องจากตลาดยังรอความชัดเจนจากการหารือของธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเรื่องการดูแลเงินบาท

บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาดเคลื่อนไหวที่ 29.34/36 อ่อนค่าจากช่วงเช้าที่อยู่ระดับ 29.27/30 ในขณะที่ตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 29.35/37 จาก 29.26/33 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้า

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับวันก่อนหน้านี้ มีการปรับตัวแข็งค่าในช่วงเช้า จากนั้นอ่อนในช่วงบ่าย โดยรอความชัดเจนจาก กนง.

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์วานนี้ อ่อนค่าลง 0.14% แต่หากเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่า 4.29% มากที่สุดในภูมิภาค

เงินไหลเข้าดันค่าเงินภูมิภาคแข็งค่า

ความเคลื่อนไหวค่าเงินภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าขึ้น เนื่องจากแรงซื้อของกองทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ และได้รับปัจจัยหนุนที่ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง

ดอลลาร์ไต้หวันดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน แม้มีการเปิดเผยข้อมูลการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังในไตรมาสแรก ขณะที่สถาบันการเงินต่างประเทศ และกลุ่มผู้ส่งออกเข้าซื้อคืนวอน

ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นในวันนี้จากการคาดการณ์ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อาจจะทำให้เฟดและอีซีบีผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก

ทั้งนี้ เฟดจะประชุมนโยบายภายในสองวัน (30 เม.ย.-1 พ.ค.) ขณะที่อีซีบีจะประชุมนโยบายในวันพฤหัสบดีนี้

คาดเฟดคงมาตรการผ่อนคลาย

นักวิเคราะห์คาด ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว

คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด เริ่มเปิดการประชุม 2 วันในวันอังคารตามเวลาในสหรัฐ โดยเป็นที่คาดหมายว่าเฟดจะยังคงดำเนินมาตรการซื้อพันธบัตรเดือนละ 8.5 พันล้านดอลลาร์ต่อไป

นอกจากนี้ คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0 ถึง 0.25% ซึ่งเฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 และได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงมาต่ำกว่า 6.5% หรืออัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นไปเกินกว่า 2% ต่อปี ตามเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะกลางของเฟด

การผ่อนคลายเชิงปริมาณ ที่รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำและการเข้าซื้อพันธบัตร มีเป้าหมายที่การกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีอัตราว่างงานที่ 7.6%

ข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลสะท้อนเศรษฐกิจค่อนข้างอ่อนแอ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 2.5% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนั้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมายังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 88,000 ตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นอัตราจ้างงานที่เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 9 เดือน แม้อัตราการว่างงานลดลง 0.1% มาอยู่ที่ 7.6% แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพราะว่าประชาชนกว่า 500,000 คนได้หยุดหางาน

ประเมินอีซีบีลดดอกเบี้ยระดับต่ำสุด

นักวิเคราะห์คาดธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะลดดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดอยู่แล้ว ในการประชุมกำหนดนโยบายวันพฤหัสบดี (2 พ.ค.) และอาจเผยมาตรการใหม่ เพื่อกระตุ้นการปล่อยกู้ของธนาคารแก่ภาคธุรกิจ

สภากำหนดอัตราดอกเบี้ยของอีซีบีจะประชุมกันในวันพฤหัสบดีที่ 2 พ.ค. ในเมืองบราติสลาวา อันเป็นการประชุม 1 ใน 2 ครั้งที่จัดขึ้นทุกปีนอกสำนักงานใหญ่ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต และแม้เจ้าหน้าที่อีซีบีรวมถึงผู้สังเกตการณ์เห็นตรงกันว่าการลดดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ซึ่งปัจจุบันต่ำเป็นประวัติการณ์ 0.75% จะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของยูโรโซนมากนัก แต่อีซีบีก็มีเครื่องมืออื่นเหลืออีกไม่มากนัก

ในการประชุมครั้งก่อนเมื่อต้นเดือนเม.ย. มีการหารือกันมากเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย ซึ่งนายมาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ก็ยืนยันว่าอีซีบีพร้อมเคลื่อนไหวในกรณีที่จำเป็น ซึ่งหลังจากนั้นข้อมูลทางเศรษฐกิจที่รายงานออกมาก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจของ 17 ชาติยูโรโซนยังซบเซา แม้แต่เยอรมนียังเริ่มแสดงสัญญาณซบเซา

นักเศรษฐศาสตร์แห่งคอมเมิร์ซแบงก์ แสดงความเห็นว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่ออกมาในระยะหลัง ค่อนข้างน่าผิดหวัง ทำให้การประเมินของอีซีบีว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวครึ่งปีหลัง กำลังเป็นที่กังขา และเนื่องจากสมาชิกสภากำหนดอัตราดอกเบี้ยเคยพูดเป็นนัยๆ ว่า อาจลดดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ลงเหลือ 0.5% ในการประชุมครั้งต่อไป

ด้านนักเศรษฐศาสตร์แห่งรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ กล่าวว่า อีซีบีมาถึงจุดที่ต้องลงมือทำบางสิ่ง