วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กนง.ยันลดดบ.ไร้ผล โยนคลังเก็บภาษีบอนด์

กนง.ยันลดดบ."ไร้ผล"โยน"กิตติรัตน์"ใช้อำนาจเก็บภาษีต่างชาติลงทุนบอนด์"กรณ์-ธีระชัย-วิรไท"หนุนคุมตลาดตราสารหนี้ ระบุลดดอกเบี้ย"ได้ไม่คุ้มเสีย

การประชุมร่วม 3 หน่วยงาน ระหว่าง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา แม้จะใช้เวลาในการหารือร่วมกันยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง แต่ยังคง “ไร้ข้อสรุป” ที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการดูแลค่าเงินบาท

หลังการประชุม มีเพียงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาแถลงว่าธปท.ได้เตรียมมาตรการต่างๆเอาไว้แล้ว เพียงแต่ค่าเงินบาทช่วงนี้เริ่มอ่อนค่าลง จึงยังไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่หากสถานการณ์จำเป็นธปท.พร้อมดำเนินมาตรการที่วางเอาไว้

ขณะที่ไม่มีความเห็นจากนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการประชุมในครั้งนั้น อยู่ตรงที่นายกิตติรัตน์ ระบุว่าที่ประชุมร่วม 3 หน่วยงาน เห็นตรงกันว่า ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา “แข็งค่าเร็ว” และ “แรงเกินไป” รวมทั้งยังเห็นสอดคล้องกันว่า “ดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ 2.75% เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยจำนวนมาก และการลดดอกเบี้ยนโยบายลงจึงน่าจะช่วยลดแรงจูงใจตรงนี้ได้

เพียงแต่อำนาจการตัดสินใจในเรื่องดอกเบี้ยนโยบายนั้น ที่ประชุมเห็นว่าเป็นของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีหน้าที่ต้องเปรียบเทียบผลดี-ผลเสียของการลดดอกเบี้ย เพื่อดูแลค่าเงินบาท รวมทั้งพิจารณาผลกระทบที่ตามมาหากมีการปรับลดดอกเบี้ยลง โดยเรื่องนี้นายประสาร จะเป็นผู้นำข้อมูลผลการประชุมในครั้งนี้ไปหารือกับบอร์ดกนง.

"ให้คณะกรรมการ กนง. กลับไปหารือกัน ถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าต้องมีมาตรการอื่นๆเสริมด้วย พร้อมกับการวิเคราะห์ผลกระทบ หากลดอัตราดอกเบี้ย เพราะถ้ามีการลดอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการไหลเข้าของเงินทุนน้อยลง"

จากคำแถลงของนายกิตติรัตน์ ทำให้ทุก“เป้าสายตา”กลับมาที่กนง.อีกครั้ง และถึงแม้การประชุม กนง.ตามวาระปกติจะมีขึ้นวันที่ 29พ.ค.56 แต่ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ธปท.ได้เชิญบอร์ดกนง. โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกทั้ง 4 ท่าน ได้แก่ นายอำพน กิตติอำพน , นายณรงค์ชัย อัครเศรณี , นายศิริ การเจริญดี และ นายอัศวิน คงสิริ มาร่วมรับฟังข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือน

แหล่งข่าวจากธปท.ระบุว่าประเด็นสำคัญของการประชุม 30 เม.ย.นี้ ฝ่ายที่รายงานเศรษฐกิจและเตรียมเอกสาร เพื่อรายงานข้อมูลคณะกรรมการ กนง.ทั้งหมด 7 ท่านให้ได้ความเห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มีอิทธิพลหรือช่วยชะลอให้เงินทุนไหลเข้า เพราะปัจจัยหลักที่ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ มาจากความเชื่อมั่นของต่างชาติ ขณะที่ปัจจัยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมีอิทธพล แค่ 3%

"การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ใช้อัตราดอกเบี้ยอาร์/พี อ้างอิงนั้น ไม่ได้ดึงให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงด้วย โดยเฉพาะในภาวะที่นักลงทุนต่างชาติประเมินว่ารัฐบาลไทยมีเป้าหมายจะระดมทุนในโครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก"แหล่งข่าวกล่าว

นอกจากนี้ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) และคณะจะเข้าพบกับนายประสาร เพื่อขอให้ช่วยหาแนวทางลดปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท

ชี้ลดดอกเบี้ยไม่มีผลเงินไหลเข้า

นาธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อดอกเบี้ยอายุยาวเพราะ ต่อให้ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 วัน ก็จะไม่ทำให้ดอกเบี้ยอายุยาวลดลงเท่ากัน โดยในปีที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรในไทย เป็นจำนวนเงินซื้อสุทธิ 890,789 ล้านบาท เงินนี้เป็นส่วนหนึ่งที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

ปัจจุบันพบว่านักลงทุนต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวมากขึ้นเงินที่เข้ามาลงทุนก็น่าจะเป็นเงินลงทุนจริงๆ โดยล่าสุด (24 เม.ย. 56) ต่างชาติต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 980,300 ล้านบาท มียอดถือครองตราสารหนี้สุทธิประมาณ 862,000 ล้านบาท เป็นตราสารหนี้ระยะยาว 75% และตราสารหนี้ระยะสั้น 25%”

"เงินทุนไหลเข้าที่เข้ามากดดันให้เงินบาทแข็งนั้น ไม่ได้ลงทุนระยะสั้นๆ เพียง 1 วัน แต่เขาไปซื้อพันธบัตรที่อายุนานกว่านั้น ดังนั้น การที่รัฐมนตรีคลังเสนอให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 1 วันลงไป เพื่อช่วยสะกัดเงินทุนไหลเข้านั้น จะได้ผลไม่มากนัก เพราะนักลงทุนต่างชาติก็จะหนีไปซื้อพันธบัตรที่อายุยาวขึ้นๆ ได้อยู่ดี"นายธีระชัย กล่าว

มองต่างมุมผลดีลดดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ค่าเงินบาท แข็งค่าอย่าวรวดเร็วนั้น กระแสให้กนง.ลดดอกเบี้ยมีมากขึ้น โดยนายภาณุพงศ์ นิธิประภา คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า กนง.ควรต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างน้อย 0.25% เพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้าย

"กนง.ควรมีการประชุมวาระเร่งด่วน เพราะหากรอประชุมตามวาระปกติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พ.ค. 2556 จะช้าเกินไป เพราะเงินบาทแข็งขึ้น เป็นเพราะเงินทุนไหลเข้า ซึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยมีผลมาก และการที่ตลาดหุ้นไทยร้อนแรง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งขึ้น"

ด้านนางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เห็นด้วยว่าการลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จะช่วยลดเงินทุนไหลเข้าได้บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น แม้ว่าสัดส่วนจะมีเพียง 25% แต่ก็ย่อมมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาท

อย่างไรก็ตามความเห็นของคนในวงการส่วนใหญ่ เชื่อว่าการลดดอกเบี้ย น่าจะเป็นทางเลือกท้ายสุดของกนง. เพราะที่ผ่านมา คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ของกนง. โดยเฉพาะคนจากธปท.มีความเห็นว่า ดอกเบี้ยไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะปัจจัยที่มีอิทธิพลและเป็นตัวดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้ามากสุด คือ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง

ที่ผ่านมา กนง.ยังย้ำตลอดว่าให้ติดตามดูความเสี่ยงทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ จากการเร่งตัวของสินเชื่อ จนนำไปสู่ความเสี่ยงฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเกรงว่าอาจนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งกนง. มองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นผลจากสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยที่เอื้ออำนวย

คาดดันเก็บภาษีลงทุนพันธบัตร

รายงานข่าวจาก ธปท.ยังระบุว่าหากกนง.ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง คงต้องตอบคำถามว่ากรอบนโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อ(Inflation Targeting) ยังใช้ได้ผลดีหรือไม่ ดังนั้น ตัวแทนจากธปท.ทั้ง 3 ท่านจะพยายามชี้ข้อมูลให้กรรมการกนง.คนนอกอีก 4 ท่าน ให้เห็นความสำคัญของการคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.75% และควรหามาตรการอื่นดูแลเงินทุนไหลเข้าแทน ซึ่งขณะนี้ยังเห็นว่าการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมในพันธบัตร ยังเป็นทิศทางที่เหมาะสม

"ถ้อยแถลงของคุณกิตติรัตน์ ที่ระบุว่า ธปท. มีแนวทางที่ได้เตรียมเอาไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในขณะนี้ หากวิเคราะห์ถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่ ธปท. มีอยู่ ถ้าเป็นมาตรการ การเก็บภาษี หรือค่าธรรมเนียม การลงทุนในพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาตินั้น ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ต้องพึ่งพาอำนาจของกระทรวงการคลังแทบทั้งสิ้น เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ.ธปท. ไม่มีมาตราใดที่อนุญาตให้ ธปท. เก็บเงินจากนักลงทุนได้"

นอกจากนี้ถ้าเป็น พรบ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน อำนาจในการดูแล รวมถึงการออกกฎระเบียบทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพียงแต่กระทรวงการคลังมอบหมายให้ ธปท. ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลเท่านั้น ธปท.จึงไม่มีอำนาจไปกำหนดเงื่อนไขใดๆ

เพียงแต่ที่ผ่านมานายกิตติรัตน์ ยืนยันมาตลอดว่า กระทรวงการคลังจะไม่ใช้เครื่องมือที่เป็นการฝืนกลไกตลาด โดยเฉพาะการ เก็บภาษี หรือค่าธรรมเนียม เพราะมองว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี และยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาวด้วย จึงหวังและกดดันให้ ธปท.โดยคณะกรรมการ กนง.ลดดอกเบี้ย

หนุนเก็บภาษีต่างชาติลงทุนบอนด์

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นด้วยว่าการแนวทางเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย(Withholding Tax) จากดอกเบี้ยในอัตรา 15%หรือ เพิ่มขึ้น จากการลงทุนพันธบัตร ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ที่สำคัญเห็นด้วยว่า ทั้ง ธปท.และคลัง ออกมาระบุว่า ได้เตรียมมาตรการอื่นๆรองรับไว้แล้ว ถือเป็นการสัญญาณที่ถูกต้อง

"การลดดอกเบี้ยไม่ใช่วิธีที่ดีทีสุด หัวใจของการสกัดเงินทุนที่เข้ามาเก็งกำไร น่าจะเป็นมาตรการอื่นดีกว่า โดยเฉพาะเก็บภาษีดอกเบี้ยจากการลงทุนพันธบัตร ซึ่งในสมัยที่ผมดำรงตำแหน่งและผู้ว่าประสารพึ่งมาเป็นผู้ว่าใหม่ เราก็ให้เก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายการลงทุนพันธบัตรของต่างชาติ"นายกรณ์ กล่าว