'ธปท.-คลัง'ถก3ชม.ไร้มาตรการดูแลค่าเงิน "กิตติรัตน์"ยันไม่จำเป็นออกมาตราการขณะนี้ โยนกนง.พิจารณาลดดอกเบี้ยประชุม29พ.ค.
การหารือหน่วยงานเศรษฐกิจวานนี้(26 เม.ย.) เกี่ยวกับสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทและแนวทางในการแก้ปัญหารวมทั้งมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ส่งออก ยังไร้มาตราการสกัดเงินทุนไหลเข้า
โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หารือร่วม 3 หน่วยงาน ได้แก่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) โดยภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นลงโดยใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง ได้มีการรายงานผลการประชุมให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันว่าระดับเงินบาทที่แข็งค่าเกินกว่า 29 บาท/ดอลลาร์เป็นระดับที่แข็งค่าเกินไป และมีความเสี่ยงต่อภาคการส่งออก เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนั้นยังมีความเห็นตรงกันว่าระดับดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 2.75% ก็ถือว่าสูงและอาจส่งผลต่อการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้มีการเตรียมมาตรการเสริมไว้รองรับเพื่อใช้ในกรณีที่มีความจำเป็น
ยันยังไม่จำเป็นออกมาตรการสกัด
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการเสริมเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งมีการเก็งกำไรค่าเงิน แต่เมื่อตลาดได้รับรู้ว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการติดตามอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด และไม่ต้องการที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่าเกินไป รวมทั้งธปท.มีมาตรการรองรับที่เตรียมไว้ ซึ่งทำให้ตลาดมีการตอบสนองและเงินบาทอ่อนค่าลง
อย่างไรก็ตาม ธปท.มีหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาท/ดอลลาร์เท่านั้น แต่หมายถึงค่าเงินบาทเปรียบเทียบกับสกุลเงินที่เป็นคู่ค้าคู่แข่งด้วย
"ธปท.มีมาตรการที่รองรับ และเมื่อมีการแสดงว่ามีมาตรการต่างๆ ซึ่งหากจำเป็นต้องดำเนินมาตรการ ธปท.ก็รายงาน ว่ามีความพร้อม และตลาดก็รับรู้ ค่าเงินก็ลดต่ำลงบ้างในช่วงสัปดาห์"
เผยกนง.เตรียมถกลดดอกเบี้ยครั้งหน้า
นายกิตติรัตน์กล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% ว่ามีการหารือและเห็นร่วมกันว่าหากอัตราดอกเบี้ยลดลง การเก็งกำไรในค่าเงินและตราสารหนี้ต่างๆก็จะลดลงเช่นกัน ดังนั้นฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องจึงมีหน้าที่เตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายดอกเบี้ย (กนง.) ในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่ง กนง.เป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในเรื่องนี้
"ผู้ว่า ธปท.และรองผู้ว่าอีก 2 คนก็มีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการ กนง.ซึ่ง ผู้ว่า ธปท.ก็ได้รับปากในที่ประชุมด้วยว่าจะใช้ข้อมูลต่างๆ ที่ได้มีการหารือกันในวันนี้ในการประกอบการตัดสินใจในการประชุมกนง.ครั้งต่อไป ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 ท่านก็คาดหวังว่าจะได้ใช้ข้อมูลต่างๆพิจารณาอย่างรอบด้านเช่นกัน"
การประชุมกนง.ครั้งต่อไป เป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้ ในวันที่ 29 พ.ค. 2556
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในปี 2556 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยน่าจะมีเสถียรภาพและเติบโตได้ดี หน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆน่าจะทำงานได้ง่ายกว่าในปี 2555 ซึ่งเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาจากสถานการณ์น้ำท่วมและในช่วงเวลานั้นกำลังซื้อจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำก็ยังไม่สูงมากเท่ากับในปัจจุบัน แต่ในปี 2555 เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ถึง 6.4%
"หากอัตราแลกเปลี่ยนของไทยไม่แข็งค่ามากเกินไป น่าจะเป็นปีที่ทำงานได้ง่ายกว่า ดังนั้นเมื่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป หน่วยงานต่างๆก็ควรที่จะทำงานร่วมกันให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเกินไปแล้ว เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนสามารถอยู่ในระดับที่เหมาะสม เศรษฐกิจของไทยก็น่าจะเติบโตในระดับที่ดี"
ชี้ต้องร่วมมือกันทำงานรับสถานการณ์
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าในการทำงานให้เศรษฐกิจเติบโตแบบปีต่อปีเท่านั้น แต่ยังต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาวเห็นได้จากการลงทุนในระบบจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทที่จะเริ่มมีการลงทุนภายในปีนี้ และการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งที่จะมีการลงทุนต่อเนื่องไปจนถึง ปี 2563
ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับค่าเงินบาทส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำงานร่วมกัน โดยมั่นใจว่าต้องมีคำตอบว่าเราจะทำงานกันอย่างไร ส่วนมาตรการจะเป็นอะไรหรืออย่างไรก็ขอให้มั่นใจและขอให้เชื่อมั่นในมาตรการที่ออกมา
"การพูดคุยกันก็ไม่ได้เป็นการที่จะมาแข่งกันว่าความคิดของใครชนะใคร ประเทศนี้เป็นประเทศของเรา คนที่ต้องชนะให้ได้ก็คือประเทศไทยและความสมดุลของเศรษฐกิจ ขอให้มั่นใจในกลไกที่ประเทศเรามีทั้งกลไกที่จะทำงานอย่างสอดประสานและกลไกที่จะตรวจสอบถ่วงดุลกันและเชื่อว่าได้ผ่านขั้นตอนในการทำงานร่วมกันจนมีทางออกที่ดี" นายกิตติรัตน์ กล่าว
ยากประเมินค่าเงินบาทที่เหมาะสม
ผู้สื่อข่าวถามว่าในมุมมองของรัฐมนตรีคลังค่าเงินบาทควรอยู่ในระดับเท่าไหร่ นายกิตติรัตน์กล่าวว่า คงไม่มีใครสะดวกที่จะพูดว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมอยู่ในระดับเท่าไหร่ และได้แสดงความห่วงใยเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่ามาตั้งแต่เงินบาทอยู่ในระดับ 32 บาท/ดอลลาร์
ในขณะนี้ แม้จะคาดหวังว่าให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่ก็ไม่ได้หวังว่าเงินบาทจะต้องกลับไปอยู่ที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์เท่าเดิม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ทั้งในสหรัฐฯและญี่ปุ่น ซึ่งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ควรจะเป็นแตกต่างไป
สิ่งที่จำเป็นคือเราต้องเทียบค่าเงินของเรากับประเทศคู่แข่งคู่ค้า ซึ่งไม่ใช่ญี่ปุ่นและสหรัฐฯเท่านั้น โดยหากเงินบาทไม่ได้แข็งค่าเกินไปเมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งก็ถือว่าสถานการณ์ยังสามารถดูแลประคับประคองได้
เผยธปท.ประเมินบาทแตะ27เศรษฐกิจโต4%
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีได้ ต้องทำงานในส่วนอื่นๆที่ นอกเหนือจากนโยบายการเงินการคลังควบคู่ไปด้วย เช่น การส่งเสริมการส่งออกตามแผนของกระทรวงพาณิชย์ ที่จะมีการไปโรดโชว์ทั้ง 7 ประเทศ รวมทั้งในเดือน พ.ค.นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับนักธุรกิจไทยหลายคนเพื่อหาช่องทางในการส่งออกสินค้าให้มากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ใช่มาตรการส่งออกก็มีการทำงานอยู่ด้วยเช่นกัน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า นายประสาร ผู้ว่าการธปท.ได้ทำหนังสือถึงนายกิตติรัตน์ชี้แจงว่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศมากนักเนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งนี้ได้มีการทำสมมุติฐานว่าหากค่าเงินบาทแข็งค่าในระดับ 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ 4%
แนะเก็บภาษีบอนด์ลดแรงกดดันบาท
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจทีวี” ถึงความพยายามในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทของกระทรวงการคลัง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายว่า คิดว่ากระทรวงการคลังพยายามผลักภาระมาที่ธปท. และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการจัดการค่าเงินบาทที่แข็งค่า สำหรับทางเลือกในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งในขณะนี้ มี 2 ทางคือ 1.ลดดอกเบี้ย 2.แคปปิตอลคอนโทรล ด้วยการเก็บภาษีตราสารหนี้
"ผมว่าน่าจะเก็บภาษีเงินลงทุนตราสารหนี้ ถามว่ามีประโยชน์กับประเทศอย่างไร ที่ผ่านมาเอกชนมีการออกตราสารหนี้ เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ออกตราสารกันเยอะ จนทำให้กู้แบงก์น้อยลง ถ้าปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดความเสี่ยงฟองสบู่"
นายธีระชัย กล่าวว่า การจะเก็บภาษีเงินที่เข้ามาลงทุนตลาดตราสารหนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องกล้าตัดสินใจ และต้องออกมาแสดงจุดยืนให้ชัดเจน ปัญหาขณะนี้คือ การดำเนินนโยบายประชานิยมในอดีต กลายเป็นว่านโยบายการคลังเหยียบคันเร่งมาตลอด แต่จะให้อีกฝ่ายเหยียบคันเร่งอีก (ให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย) อย่างนี้มันจะลำบาก และมีโอกาสแหกโค้ง เพราะเร่งเหยียบคันเร่งทั้งนโยบายการเงิน-คลัง”
ต่างชาติขายตราสารหนี้2.8พันล้าน
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ มีมูลค่าการซื้อขายรวม 105,654 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซื้อสุทธิ 7,326 ล้านบาท กลุ่มนิติบุคคลในประเทศ ซื้อสุทธิ 19,285 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ มียอดขายสุทธิ มูลค่า 2,805 ล้านบาท
ผลตอบแทน(Yield Curve)ค่อนข้างนิ่ง เนื่องจากตลาดรอผลการประชุมร่วมธปท.และกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับมาตรการควบคุมเงินบาท
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาท/ดอลลาร์ วานนี้(26 เม.ย.) ในช่วงบ่ายอ่อนค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนรอดูผลการประชุมมาตรการดูแลค่าเงินบาท โดยอ่อนค่ามากสุดแตะ 29.42 บาท/ดอลลาร์ ช่วงท้ายตลาด บาท/ดอลลาร์ อยู่ที่ 29.37/39 จาก 29.19/23 บาท/ดอลลาร์ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่านักลงทุนยังซื้อดอลลาร์จากความกังวลมาตรการของรัฐบาล อีกทั้งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ นักลงทุนเทขายทำกำไรโดยเข้าซื้อดอลลาร์









