"กิตติรัตน์"รับหนักใจบาทแข็ง "เจ้าสัวธนินท์"ชี้สู้บาทแข็ง"สูญเปล่า" ขณะที่ส.อ.ท.เตรียมเสนอ 5 มาตรการดูแลค่าบาท แบงก์จี้ส่งออกประกันเสี่ยง
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (24 เม.ย.) อ่อนค่าลงจากวันก่อน เนื่องจากตลาดเงินกังวลมาตรการดูแลค่าเงินบาทจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และรัฐบาล แม้จะยังไม่มีการประกาศมาตรการใดออกมา โดยช่วงท้ายตลาด ค่าบาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 28.85/95 บาทต่อดอลลาร์
ขณะเดียวกัน วานนี้ มีความเคลื่อนไหวที่ตลาดจับตา คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเศรษฐกิจของประเทศมาร่วมหารือติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจประจำสัปดาห์ โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เข้าร่วมหารือด้วย
แต่ภายหลังการประชุม ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะมีมาตรการดูแลค่าเงินบาทจากทั้งรัฐบาลและธปท.
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้พูดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการในทิศทางที่ควรจะเป็น ส่วนกระแสข่าวที่นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะยื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ดูแลค่าบาทนั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่ายังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว
"เงินบาทแข็งค่าเป็นสิ่งที่น่าปวดหัวมากและก็ได้มีการพูดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครดำเนินการ จนผมรู้สึกหนักใจ" นายกิตติรัตน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ธปท.ได้มีการชี้แจงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการลดดอกเบี้ยตามข้อเรียกร้องของหลายฝ่ายนั้นไม่มีประโยชน์
นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงยืนยันว่า ข้อเสนอที่ต้องการให้ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้าคงไม่เป็นผลมากนัก เพราะถ้าดูเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในไทย ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรลดลงค่อนข้างมาก แต่เงินทุนเหล่านี้ยังคงไหลเข้ามาต่อเนื่อง
"จะเห็นว่ายีลด์ (ผลตอบแทนการลงทุน) ในตลาดบอนด์ลดลงมามาก แต่เงินยังคงไหลเข้า และดอกเบี้ยเรากับเพื่อนบ้าน ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เงินที่เข้ามาจึงไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องพื้นฐานระยะยาวมากกว่า เพราะในแง่ผลตอบแทน เขาก็ต้องดูความเสี่ยงอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น มีโอกาสที่เครดิตประเทศจะถูกลดหรือไม่ ลงทุนแล้วจะได้เงินคืนหรือเปล่า พวกนี้น่าจะเป็นปัจจัยหลักมากกว่าจะเป็นเรื่องยีลด์ของพันธบัตร" นางอลิศรา กล่าว
ชี้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจแกร่ง
ปัจจัยที่จะมีผลต่อค่าเงินบาท ที่อาจทำให้แข็งค่าขึ้นในระยะต่อไปนั้น ยังเป็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี รวมทั้งประเทศอุตสาหกรรมหลักยังดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย ตลอดจนการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ยิ่งทำให้เงินเหล่านี้ไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทยมากขึ้นได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่อาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้เช่นกัน จากกรณีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเสถียรภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งการเมืองในอิตาลียังมีความไม่แน่นอนสูง และการที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตดี จึงเสี่ยงที่จะยุติการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจมีผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนได้เช่นกัน
ชี้ทุกมาตรการมีผลข้างเคียง
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวถึงกระแสเรียกร้องให้ ธปท. ออกมาดูแลค่าเงินบาทว่า ปกติ ธปท. ได้ติดตามดูแลค่าเงินบาทใกล้ชิด แต่จะมีการดำเนินมาตรการใดๆ ออกมาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่อยากให้ความเห็น ซึ่งหากออกมาตรการจะประกาศให้ทุกคนได้รับทราบ เพียงแต่ ธปท. ต้องการย้ำให้เห็นว่า การดำเนินมาตรการนั้นมักจะมีผลข้างเคียงเสมอ ดังนั้น ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
"เงินบาทในช่วงหลังนั้นปรับตัวแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่ถ้าดูย้อนหลังไประยะยาวจะเห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งเป็นผลจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจประเทศอื่นในภูมิภาคที่อยู่ในเกณฑ์ดี"
แต่ในระยะหลังที่ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เพราะแต่ละประเทศมีปัจจัยพิเศษในตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมืองในมาเลเซีย ความกังวลในสงครามคาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างมากของอินโดนีเซีย
นางจันทวรรณ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นราว 6.28% เทียบกับเม็กซิโก แข็งค่า 6.10% บราซิล แข็งค่า 1% มาเลเซีย แข็งค่า 0.16% อินโดนีเซีย อ่อนค่า 1% สิงคโปร์ อ่อนค่า 1.44% เวียดนาม อ่อนค่า 0.4% ฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 0.63% เกาหลีใต้ อ่อนค่า 4.28%
"ชาติศิริ"เผยกระทบรายได้ลูกค้า
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ได้มีการหารือกับสภาอุตสาหกรรมไทยและหอการค้าไทยรวมถึงธนาคารสมาชิก ในเรื่องผลกระทบค่าเงินบาทกับผู้ประกอบการ ซึ่งทุกธนาคารพยายามดูแลลูกค้า ให้สามารถปรับตัวรับกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและแข่งขันได้
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้รายได้ของลูกค้าผันผวนขึ้นลง ซึ่งที่ผ่านมามีลูกค้าที่ซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเป็นบางราย และยอมรับว่าลูกค้าบางรายที่ได้รับผลกระทบอาจเข้ามาขอปรับเงื่อนไขสินเชื่อกับธนาคารบ้าง ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมในการซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ธนาคารจะดูแลให้เกิดความเหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ได้
ชี้เคลื่อนไหวตามภูมิภาคไม่น่าห่วง
นายชาติศิริ กล่าวว่า การขยายสินเชื่อของธนาคารในไตรมาสแรกยังทรงตัว เพราะมีการชำระคืนหนี้เข้ามามากในเดือนมี.ค. ตลอดทั้งปีธนาคารคาดว่าสินเชื่อยังเติบโตได้ตามเป้า 6-8%
"อัตราแลกเปลี่ยนปรับขึ้นลงตามสภาพตลาดและภูมิภาค โดยมีความเสี่ยงหลักคือเงินทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชีย หากยังเป็นไปตามภูมิภาคก็ไม่ควรเป็นปัญหามากนัก ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นหน้าที่ของทางการในการดูแลให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ถือว่ามีความเหมาะสมอยู่แล้ว"
จี้ผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยง
นายเผด็จ พิรุฬห์สิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ผู้ส่งออกที่ซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนขณะนี้มีสัดส่วนประมาณ 50% เพราะอีก 50% ยังมีความกังวลในทิศทางค่าเงินบาทในอนาคตรวมถึงการออกมาตรการของธปท. โดยเฉพาะหากทำสัญญาขายดอลลาร์ล่วงหน้า (Forward) แล้ว หากทางการมีมาตรการเกี่ยวกับค่าเงินบาทออกมา อาจทำให้ขาดทุนกำไรจากการปิดความเสี่ยงไว้ได้
"สิ่งที่อยากแนะนำลูกค้ากลุ่มนี้รวมถึงผู้ประกอบการทุกคนคือ อยากให้ปิดความเสี่ยงจากค่าเงิน เรียกว่าเป็นหน้าที่เลยก็ว่าได้ เพราะค่าเงินเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ ใครจะคิดว่าค่าเงินที่เคยไปถึง 50-60 บาทต่อดอลลาร์ ถึงวันนี้จะมาอยู่ที่ 28 บาท และก็ไม่ได้แปลว่าพอค่าเงินบาทแข็งค่า แล้วจะแข็งค่าลงไปที่ 25 หรือลงไปที่ 20 บาท ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่าตลอดไป และไม่อ่อนค่าตลอดไป ผู้ประกอบการจึงต้องเรียนรู้ที่จะทำ hedging ด้วยตัวเอง เมื่อ hedging แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลามาปวดหัวกับค่าเงินอีก จะได้มีเวลาไปคิดถึงเรื่องการทำธุรกิจแทน" นายเผด็จ กล่าว
"ธนินท์"ชี้สู้บาทแข็งเสียเงินเปล่า
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ภาวะเงินบาทแข็งค่าในขณะนี้มีทั้ง “ผลดี” และ “ผลเสีย” ที่รัฐบาลต้องพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาอย่างรอบคอบว่าส่งผลกระทบอย่างไร และจะใช้ประโยชน์จากภาวะเช่นนี้อย่างไร ไม่ควรนำเงินไปทุ่มให้ค่าบาทอ่อน แต่ต้องเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากค่าบาทแข็ง
"เราพยายามเอาเงินไปสู้ให้บาทอ่อน ก็เสียเปล่า เทียบนำเงินมาช่วยบริษัทที่ทุนน้อยแต่จำเป็นต้องซื้อเครื่องจักรใหม่มาปรับปรุงพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันดีกว่า เงินสู้ไปก็ถูกกินเปล่า หากเอาเงินมาช่วยบริษัทที่มีปัญหาเงินก็ยังอยู่และจะหมุนเวียนกลับมา"
ทั้งนี้ ต้องบาลานซ์ทั้งบาทแข็งและบาทอ่อน เพราะ “บาทแข็ง” ธุรกิจก็ขายได้ “บาทอ่อน” ธุรกิจก็ขายได้ โดยเฉพาะเป็นโอกาสในการนำเข้าเครื่องจักรใหม่
ส.อ.ท. จี้ ออก 5 มาตรการแก้ปัญหา
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมเตรียมการเพื่อกำหนดท่าทีของ ส.อ.ท.สำหรับการผลักดันและแก้ไขปัญหาทางการค้า ว่า ส.อ.ท.ต้องการให้ธปท.ดำเนินการ 5 มาตรการ คือ 1.ให้บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนแบบภาวะวิกฤติเพราะมีสัญญาณเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรชัดเจน และหลายประเทศมีมาตรการเพิ่มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ทำให้เกิดสถานการณ์เงินท่วมโลก
2.เปลี่ยนนโยบายการเงินที่ยึดอัตราเงินเฟ้อเป็นเป้าหมาย (Inflating Targeting) มาเป็นนโยบายที่ยึดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเป้าหมาย (Exchange Rate Targeting) เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อใน
ขณะนี้มีไม่มากเมื่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงจึงควรปรับนโยบายให้เหมาะสม 3.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1% ทันที 4.ใช้นโยบายควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Control) โดยห้ามนำเงินลงทุนออกจากไทยเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และถ้าความผันผวนของค่าเงินไม่ลดลงให้เพิ่มเป็น 6 เดือน และ 5.ปรับปรุงนโยบายการออกพันธบัตรของ ธปท.
"ภาครัฐอาจจะดำเนินการทั้ง 5 มาตรการ พร้อมกันก็ได้ แต่ถ้าภาครัฐไม่ดำเนินการอะไรเลย จะมีผลต่อการรับคำสั่งซื้อในไตรมาส 2-3 ของปีนี้"







