วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธนินท์'รับซื้อแม็คโครแพง เชื่ออนาคตคุ้ม!

เจ้าสัว"ธนินท์"ยันซีพีออลล์ซื้อแม็คโครวงเงิน 1.88 แสนล้าน เชื่อ "คุ้มค่า" ซื้อแพงวันนี้ แต่จะกลายเป็นของถูกในอนาคต

หลังจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อกิจการศูนย์ค้าส่งแม็คโคร ซึ่งถือเป็นดีลใหญ่ที่สุดที่ต้องใช้เงินถึง 188,880 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ค้าปลีกและค้าส่งของเครือซีพี ในต่างประเทศ การเข้าซื้อกิจการทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเข้าซื้อที่ราคาสูงเกินไปหรือไม่ซึ่งเรื่องนี้

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และประธานกรรมการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) กล่าวถึงดีลซื้อกิจการศูนย์ค้าส่งแม็คโคร มูลค่า 1.88 แสนล้านบาท เชื่อว่า“ซื้อแพง” ดีกว่า “ซื้อถูก” เพราะสิ่งสำคัญคือ การได้ทีมงานที่ยอดเยี่ยม ยี่ห้อทางการค้า และเทคโนโลยีที่ดี รองรับแผนการขยายธุรกิจในไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศจีน ที่เชื่อว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้าจากนี้เศรษฐกิจอยู่ในขาขึ้น

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าของแพงในวันนี้จะเป็นของถูกในวันหน้า และถูกอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้เวลานาน ขอให้เชื่อมั่นในแม็คโคร หากมองเผินๆ ราคาอาจจะแพง แต่หารู้ไม่แมคโครกำลังเติบโต กำไรเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทย แมคโครน่าจะเติบโตเร็วกว่านี้ เพราะมีลูกค้าหลากหลายทั้งบรรดาแม่ค้า ไปจนถึงระดับภัตตาคาร 6-7 ดาว ซึ่งที่เติบโตได้ไม่เต็มที่เพราะเจ้าของระมัดระวังเกินไป

"แพงไม่แพง มูลค่าอยู่ที่ว่าใครซื้อ และคุณค่าของการซื้ออยู่ตรงไหน ซึ่งแม็คโครจะนำซีพีออลล์ไปลงทุนต่างประเทศได้อย่างสบาย เมื่อตอนบิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์ คนก็บอกว่าแพง แต่วันนี้ราคาหุ้นบิ๊ิกซีสูงขึ้นมาก แมคโครตอนนี้มีอายุ 25 ปี เหมือนลูกที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย มีการสะสมความรู้ ความสามารถ กำลังจะเติบโต ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของต้องการออกจากธุรกิจนี้ คงไม่ขาย ถ้าเป็นผมต่อให้ราคาสูงกว่านี้อีก 3-4 เท่าก็ไม่ขาย"

นายธนินท์ ย้ำว่าการซื้อแมคโครเรื่องเงินไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ คนทีมงานที่มีศักยภาพในเรื่องธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งซีพีออลล์และแมคโครต่างมีจุดแข็งในด้านนี้ ที่สำคัญลูกค้าของ 2 แห่งนี้เป็นคนละกลุ่ม ไม่ได้แย่งลูกค้ากัน แต่สามารถเอื้อประโยชน์ ความสะดวกกันได้ทันทีนอกจากนี้ซีพียังสามารถใช้แบรนด์แมคโครเป็นฐานในการขยายการลงทุนใสต่างประเทศ เหมือนเป็นเจ้าของแฟรนไชส์เอง ต่างจากซีพีออลล์ที่ถูกจำกัดด้วยแฟรนไชน์ในอเมริกา

"หากมีโอกาสในการลงทุนในดีลใหม่ๆ ก็จะทำ เพราะซีพีเอฟ และเครือซีพีมีกำลังที่จะทำ
ประธานกลุ่มซีพี กล่าวย้ำต่อว่า หากเขาเป็นเจ้าของกิจการแม็คโครจะไม่ขายกิจการ เพราะกลุ่มเอสเอชวี เนเธอร์แลนด์ บริษัทแม่แม็คโครต้องการออกจากธุรกิจนี้ จึงตัดสินใจขายกิจการ ที่ผ่านมา “จุดอ่อน” ของแม็คโคร คือ เจ้าของเงินค่อนข้างระมัดระวังในเชิงการลงทุนเกินไป ทำให้แม็คโครในไทยขยายตัวน้อยเกินไปเมื่อเทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และโอกาสทางธุรกิจ

รับขาขึ้นอาเซียน

ธุรกิจศูนย์ค้าส่งแม็คโครกว่า 25 ปี ในประเทศไทยสะสมความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ กำลังก้าวสู่ยุคแห่งการเติบโตในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ การบริโภค ทั้งนี้กรุงเทพฯ และประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแห่งภูมิภาคอาเซียน มีนักลงทุนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตสูง มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 7 แสนล้านบาท มากกว่าภาคการเกษตรที่ทำรายได้เพียง 5 แสนล้านบาท

การเดินทางของนักท่องเที่ยวในไทยมีการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการต่างๆ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งอาหาร ภัตตาคาร มีการขยายตัวสูงตามด้วยเช่นกัน ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ คือฐานลูกค้าหลักของแม็คโครนั่นเอง

ไม่เพิ่มทุน"ซีพีออลล์"

อย่างไรก็ดี การเข้าซื้อกิจการแม็คโคร ของ บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเครือข่ายร้านอิ่มสะดวกเซเว่นอีเลฟเว่นในครั้งนี้ ซีพีออลล์ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนเพื่อซื้อกิจการแต่อย่างใด เพราะสามารถใช้เงินกู้และกระแสเงินสดที่มีอยู่ นอกจากนี้ ยังมีวิธีบริหารจัดการด้านการเงินอีกหลายรูปแบบ เช่น การนำสินทรัพย์ของแม็คโครจัดตั้งเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์

นายธนินท์ กล่าวว่าสิ่งสำคัญในการตัดสินใจซื้อแม็คโคร คือ ทีมงานที่มีศักยภาพซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งก้าวสู่ความสำเร็จ เช่น เดียวกับ เซเว่นอีเลฟเว่น ทั้งสองธุรกิจล้วนมีจุดแข็งในด้านนี้ คือ ผู้นำและทีมงาน ขณะที่การขยายตัวและโอกาสทางธุรกิจต่างเจาะลูกค้าคนละกลุ่มเป้าหมาย

โดยเซเว่นอีเลฟเว่นทำหน้าที่ “ครัวของบ้าน” ขณะที่แม็คโครมุ่งให้บริการผู้ประกอบการร้านค้าย่อย โชห่วย ร้านอาหาร ภัตตาคาร จนถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว 6 ดาว
หุ้นแม็คโครพุ่ง10.56%

สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้น CPALL ปิดตลาดวานนี้(24เม.ย.) ลดลง 4.50 บาท หรือ 10.34% ปิดที่ 39.00 บาท มูลค่าการซื้อขายมากสุด 19,167.19 ล้านบาท และมีปริมาณหุ้นซื้อขายถึง 488.14 ล้านหุ้น โดยราคาปรับลดลงตามคาด จากความกังวลเรื่องเงินกู้ในการใช้ซื้อหุ้น MAKRO ขณะที่ ราคาหุ้น MAKRO ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 72 บาท หรือ 10.56% มูลค่าการซื้อขายเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 2,861.16 ล้านบาท แต่ราคายังปรับไม่ถึงราคาเสนอซื้อที่ราคา 787 บาทต่อหุ้น