วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โยนบาปธปท.ปล่อยบาทแข็ง เจ๊งหนักกว่าปี40

คลังโยนบาปแบงก์ชาติ! ความเสียหายจากบาทแข็งค่าเทียบเท่าวิกฤตปี"40 ชี้เป็นความบกพร่องของแบงก์ชาติ ถือเป็นเหตุผลสมควรปลดผู้ว่าธปท.

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจประเมินมุมมองด้านการคลังที่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่เงินบาทปรับค่าแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีเงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ มีอยู่ 2 ด้าน ด้านแรก คือ การขาดทุนในงบการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งคาดว่า จะแตะระดับ 6 แสนล้านบาท จากผลขาดทุนจำนวน 5 แสนล้านบาทเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการขาดทุนด้านอัตราแลกเปลี่ยนและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งความเสียหายดังกล่าวจะนำไปสู่ภาระการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้ความน่าเชื่อในแบงก์ชาติลดลง ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็ถือว่า เจ๊งไปแล้ว ซึ่งมีไม่กี่แห่งในโลกที่ขาดทุนมาก มีเพียงเม็กซิโกและชิลีเท่านั้น และ ผลขาดทุนนี้ ก็ไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นบวกได้อย่างรวดเร็ว เพราะเงินต่างประเทศยังคงไหลเข้ามาต่อเนื่องจากนโยบายเพิ่มปริมาณเงินจากสหรัฐ กลุ่มยูโร และญี่ปุ่น โดยกรณีของญี่ปุ่นนี้ อาจใช้เวลานานถึง 2 ปีในการเพิ่มปริมาณเงิน หากแบงก์ชาติไม่ดำเนินการอะไร เชื่อว่า เงินบาทจะแข็งค่าไปแตะระดับ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแน่นอน และจะทำให้ผลขาดทุนแบงก์ชาติเรื้อรังและมีจำนวนมาก"เขากล่าว

เขากล่าวว่า ทางออกของปัญหา คือ กระทรวงการคลังก็ต้องเข้าไปเพิ่มทุน ซึ่งเงินเพิ่มทุนก็จะต้องมาจากภาษีประชาชน เราก็ไม่พร้อม ทั้งนี้ หนี้ของธปท.ที่หมุนเวียนในตลาดจากการออกพันธบัตรมีถึง 3.1 ล้านล้านบาทจากจำนวนพันธบัตรทั้งหมด 8 ล้านล้านบาท มากกว่าพันธบัตรกระทรวงการคลังที่มีอยู่จำนวน 3 ล้านล้านบาท ฉะนั้น กระทรวงการคลังก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้ หรือ แบงก์ชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบ ด้วยการพิมพ์เงินออกมาชำระหนี้ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะจะเกิดเงินเฟ้อ ฉะนั้น เมื่อปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ในที่สุดจะเป็นภาระทางการคลังแน่นอน

ผลกระทบด้านที่สอง คือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ 1.ภาคการส่งออก ซึ่งจะเห็นได้ว่า ขณะนี้ การส่งออกเริ่มติดลบ แม้เดือนมีนาคมจะเป็นบวกนิดหน่อย แต่หากเทียบกับฐานที่ต่ำในปีก่อน ตัวเลขการส่งออกควรจะเป็นบวกมากกว่านี้ ขณะที่ เงินบาทเริ่มแข็งค่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนในช่วงไตรมาสสองและสามของปี ทั้งนี้ หากดูในเชิงองค์ประกอบของการส่งออก จะพบว่า ภาคการส่งออกที่มีส่วนประกอบที่มาจากLocal Content จะพังพินาศ เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร เพราะแข่งขันไม่ได้ แต่อุตสาหกรรมที่นำเข้าสินค้าจากประเทศจะยังอยู่ได้

2.ผลกระทบต่อภาคการลงทุน หากดอกเบี้ยนโยบายยังยืนในระดับสูงจะกระทบต่อการลงทุนในภาพรวมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะลงทุนถึง 2 ล้านล้านบาท ถ้าดอกเบี้ยเหมาะสมจะสามารถเดินหน้าได้ แต่หากดอกเบี้ยอยู่ในระดับนี้ รัฐบาลไม่สามารถกู้ในประเทศในอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะต้องทดแทนดอกเบี้ยพันธบัตรแบงก์ชาติ ฉะนั้น อาจมีปัญหาในแง่การระดมเงินทุนของรัฐบาลได้ นอกจากนี้ การแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของภาคเอกชนก็เริ่มรุนแรง อาจทำให้การระดมเงินทุนของภาคเอกชนประสบปัญหาเช่นกัน

"ดอกเบี้ยสูง พันธบัตรแบงกชาติท่วมตลาด การที่จะเอาตลาดพันธบัตรรัฐบาลมาแทน ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น อาจจะมีปัญหาได้ ถ้าไม่มีการบริหารจัดการตลาดตราสารหนี้ได้"

3.ผลกระทบที่มีต่อเงินเฟ้อในตลาดสินทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการที่เงินทุนไหลเข้า ขณะนี้ เริ่มเข้าไปในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และ อสังหาริมทรัพย์ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด 4.ผลกระทบต่อตลาดทุน ขณะนี้ ปริมาณพันธบัตรแบงก์ชาติคงค้างมีจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่มีพันธบัตรแบงก์ชาติมากกว่าพันธบัตรกระทรวงการคลัง เป็นการบิดเบือนตลาดทุนมหาศาล บิดเบือนแม้แต่โครงสร้างดอกเบี้ยในตลาดทุน ซึ่งขณะนี้ ดอกเบี้ยระยะสั้นได้ปรับตัวใกล้เคียงกับระยะยาว เพราะแบงก์ชาติได้เข้าไปลงทุนพันธบัตรระยะสั้นจำนวนมา

เขากล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นใน 2 ด้านดังกล่าว ถือว่า เป็นความเสียหายที่เทียบเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของแบงก์ชาติที่จับต้องได้ หากแบงก์ชาติไม่ดำเนินการอะไร อาจถึงขั้นที่ทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตหายนะ และ จะต้องถือเป็นความรับผิดชอบของแบงก์ชาติด้วย ทั้งนี้ กฎหมายแบงก์ชาติข้อหนึ่งระบุชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปลดผู้ว่าแบงก์ชาติออกจากตำแหน่งโดยคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือการนำเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของคณะกรรมการแบงก์ชาติ เหตุผลเพราะบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงหรือหย่อนความสามารถโดยมติของคณะรัฐมนตรีต้องมีความชัดเจน

เขากล่าวด้วยว่า ในแง่การดำเนินนโยบายของกระทรวงการคลังในการเข้ามาดูแลเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้ ถือว่า ได้เดินมาถูกทาง โดยเศรษฐกิจได้ตอบสนองนโยบายการคลังได้ดี ส่วนมาตรการที่จะเข้าไปช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทนั้น ถือว่า กระทรวงการคลังได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนที่แปลงหนี้เงินกู้ต่างประเทศเป็นเงินบาท สำหรับมาตรการที่หลายฝ่ายเห็นว่า ควรที่จะใช้มาตรการทางด้านภาษีเข้าไปดูแลการลงทุนในตลาดตราสารหนี้นั้น เราเห็นว่า เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป และขณะนี้ การลงทุนในตลาดพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาวก็มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

"สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติลงทุนในตลาดพันธบัตรมีอยู่ประมาณ 15% ถือว่า เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ลงทุนประมาณ 11-12% โดยครึ่งหนึ่งของการลงทุนของต่างชาตินั้น ได้ลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นของแบงก์ชาติอายุ 3 ปี อีกครึ่งหนึ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 5 ปี แต่การลงทุนระยะยาวหรือสั้น ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะนักลงทุนสามารถขายในตลาดรอง และ ขณะนี้ อัตราดอกเบี้ยของสองตลาดไม่แตกต่างกัน ฉะนั้น การใช้มาตรการภาษีมาคุมพันธบัตรระยะยาวจึงไม่จำเป็น"เขากล่าว