แบงก์ชาติลั่นมีมาตรการพร้อมรับมือ ชี้บาทแข็ง"เร็ว-เกินพื้นฐาน" ตลาดฯเตือนนักลงทุนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เชื่อทางการออกมาตรการ
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (22 เม.ย.) อ่อนค่าตามภูมิภาค จากแรงขายทำกำไรในระยะสั้น หลังจากบาทแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะแทรกแซงจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็ว
บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาดเอเชีย อยู่ที่ 28.66/71 อ่อนค่าจาก 28.59/61 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้า ซึ่งแกว่งตัวถึง 20 สตางค์
นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่าค่าเงินบาทในช่วงบ่ายอ่อนค่า เกิดจากแรงเทขายทำกำไร หลังจากไม่ผ่านที่ระดับ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่แนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งค่า
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินบาทเริ่มจะแข็งค่าเร็วเกินไป และอาจเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น ทำให้ธปท.ยิ่งต้องติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งธปท.ยืนยันว่าได้เตรียมมาตรการต่างๆ ไว้รองรับแล้ว เพียงแต่การดำเนินการจำเป็นต้องให้โอกาสตลาดในการปรับตัวก่อน
"เรื่องมาตรการเรามีรองรับอยู่แล้ว แต่ต้องรอติดตามสถานการณ์ก่อน อย่างที่ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติ (ประสาร ไตรรัตน์วรกุล) ได้เรียนไปว่า เงินบาทขณะนี้อาจจะเริ่มเข้าสู่ในแดนที่แข็งเกินไปและเร็วเกินไป แต่เราต้องดูต่อไปว่าตลาดจะปรับตัวอย่างไร และมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการหรือไม่ เพราะมาตรการต่างๆ มันมีทั้งผลดีผลเสีย และยังมีผลกระทบในระยะยาว" นายไพบูลย์ กล่าว
ชี้บาทแข็งจากพื้นฐานเศรษฐกิจ
สาเหตุที่เงินบาทแข็งค่านั้น เป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งเศรษฐกิจไทยค่อนข้างชัดเจนว่ามีความแข็งแกร่ง นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นจึงเข้ามาลงทุน ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นตามปัจจัยพื้นฐาน แต่การแข็งค่าในระดับที่อาจจะเริ่มเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปบ้างนั้น ถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนและผู้ร่วมตลาด ต้องใช้ความระมัดระวังที่เพิ่มเติม
"อัตราแลกเปลี่ยนที่ยั่งยืนนั้น จะต้องมีเสถียรภาพ ไม่ควรเป็นอัตราที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน เพราะถ้าเกิดความไม่สอดคล้องขึ้นมา ก็มีความเสี่ยงที่ค่าเงินจะเคลื่อนไหวผันผวนได้ในอนาคต" นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของ ธปท. นั้น ยังยึดมั่นใจพันธกิจหลักที่ต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามศักยภาพ รวมทั้งทำให้ระบบการเงินของประเทศมีความสมดุล
ส่วนคำถามที่ว่า ธปท. มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวาระเร่งด่วน ซึ่ง นายไพบูลย์ กล่าวว่า โดยปกติแล้ว กนง.มีกระบวนการในการพิจารณา รวมทั้งกำหนดแนวทางดำเนินงานภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การทำงานทุกอย่างจะมีระบบรองรับต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมมาตรการต่างๆ ไว้พร้อมอยู่แล้ว
'จัตุมงคล'แนะซื้อเงินตราแทนดอกเบี้ย
ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. เสนอให้ ธปท.ใช้วิธีซื้อเงินตราต่างประเทศแทนการใช้นโยบายดอกเบี้ย เพราะนโยบายดอกเบี้ยขณะนี้ใช้เพื่อสกัดอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น จึงเห็นว่านโยบายซื้อเงินตราต่างประเทศเป็นแนวทางที่เหมาะสม
"หากแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อมากและการจับจ่ายในประเทศ จนอาจเกิดปัญหาสินเชื่อและฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้"
ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวอีกว่า หากดูการทำงานของ ธปท. ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าถือว่า ธปท.ทำงานได้อย่างอิสระ อีกทั้งนโยบายส่วนใหญ่มาจากคณะกรรมการบริหารโดยตรง แม้จะมีกระแสข่าวความขัดแย้ง แต่การปลดผู้ว่าการธปท.โดยใช้สาเหตุความขัดแย้งด้านการทำงาน ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากในข้อกฎหมายใหม่ระบุว่าผู้ว่าการธปท.ที่มาจากการเลือกตั้งจะถูกปลดได้ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการธปท. และต้องเกิดจากบริหารงานที่ผิดพลาดเท่านั้น
ตลท.เตือนนักลงทุนเกาะติดค่าบาท
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วงนี้นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน (แคปปิตอลคอนโทรล) และการเก็บภาษีเงินลงทุนต่างประเทศหรือไม่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทำอะไรคงไม่ได้
"ต้องรอดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการควบคุมฮอตมันนี่ที่เข้ามาฉวยโอกาสจากค่าเงินบาทได้อย่างไร เราไม่ทำอะไรคงไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำดูเหมือนว่าผลกระทบจะเร็วกว่าทุกครั้ง เราไม่เคยเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว และดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงขนาดนี้"
นายภากรกล่าวว่าหากหน่วยงานรัฐออกกฎ หรือมาตรการดูแลการไหลเข้าของเงินต่างชาติระยะสั้น เชื่อว่าจะกระทบตลาดหุ้นน้อย เพราะเม็ดเงินต่างชาติที่เข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันเป็นเงินลงทุนระยะยาว ที่มองพื้นฐานภาวะเศรษฐกิจ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไม่ได้สนใจเรื่องค่าเงิน และส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมีการปิดความเสี่ยงเรื่องค่าเงินไว้แล้ว
นอกจากนี้จากสถิติที่ผ่านมา ยังพบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าไม่เกี่ยวกับตลาดหุ้น เพราะในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าแรง ดัชนีปรับลดลง ค่าเงินจะมีผลกับการลงทุนในตลาดพันธบัตรมากกว่าตลาดหุ้น ซึ่งหากมีมาตรการออกมา จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนระยะสั้นในตลาดพันธบัตรมากกว่า
ทิสโก้มองบาทไม่น่าทะลุ28บาท
นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ของทิสโก้ ค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมาปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาเร็วมากจนทะลุ 29 บาทต่อดอลลาร์แล้วก็ตาม แต่บริษัทยังมองว่าค่าเงินบาทในปีนี้ น่าจะอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 28.5 - 29.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และไม่น่าจะทะลุระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์ และค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะกลับมามีเสถียรภาพหรืออ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งหลังปีนี้
ในมุมมองตลาดส่วนใหญ่ก็มองเฉลี่ยไว้ที่ระดับ 29.4 บาทต่อดอลลาร์ และ ธปท.คงกลับมาดูแลค่าเงินบาทตามปกติหลังจากที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา แต่ ธปท.คงไม่เข้าไปทำอะไรเพื่อเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงิน แต่คงจะดูแลให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น
กลุ่มชิ้นส่วนเล็งนำเข้าลดผลกระทบ
นายถาวร ชลัษเฐียร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบกับการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์เพราะทำให้ราคาสินค้าส่งออกแพงขึ้น โดยปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 28 บาทเศษ ถือว่าแข็งค่ามาก และถ้าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าในระยะยาวเชื่อว่าจะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์วางแผนการผลิต ซึ่งอาจนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาผลิตมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าและราคาวัตถุดิบนำเข้าถูกลง
ขณะนี้ผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าได้ทันทีเพราะการผลิตรถยนต์ต้องวางแผนการผลิตล่วงหน้าเป็นปีและรถยนต์แต่ละรุ่นต้องใช้ชิ้นส่วนจำนวนมากทำให้ต้องวางแผนผลิตแม่พิมพ์ล่วงหน้าไว้ และที่ผ่านมารถยนต์ที่ผลิตในไทยส่วนใหญ่ใช้ชิ้นส่วนไทย เช่น รถปิกอัพ รถอีโคคาร์ แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่าเร็วและแข็งค่าขึ้นมากก็อาจทำให้ตัดสินใจนำเข้าเร็วขึ้น
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า การผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ โดยรถปิกอัพใช้วัตถุดิบนำเข้าไม่ถึง 10 % และการผลิตรถยนต์นั่งใช้ชิ้นส่วนนำเข้าไม่ถึง 50% ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์จะมีการวางแผนร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนว่าจะส่งชิ้นส่วนของรถยนต์กันอย่างไร
"หากเงินบาทแข็งค่ามาก อาจทำให้มีการนำเข้าชิ้นส่วนมาผลิต ซึ่งขึ้นกับเงื่อนไขระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนกับผู้ผลิตรถยนต์ รวมทั้งขึ้นกับเงื่อนไขด้านราคาขนส่งจากต่างประเทศและความสม่ำเสมอของการป้อนชิ้นส่วน ในช่วงนี้เงินบาทแข็งค่ามากส่งผลกระทบกับการส่งออก โดยบางรายมีการขอปรับราคากับผู้นำเข้า"
อุตฯสั่งหาแนวทางช่วยเอสเอ็มอี
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
"เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบคือพวกเน้นตลาดส่งออก แต่ยังไม่มีเอสเอ็มอีแจ้งมาที่กระทรวงว่าเดือดร้อน ซึ่ง สศอ.ได้ประเมินผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าเบื้องต้นไว้แต่ต้องมาดูต่อว่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้อย่างไร"
ส่งออกเดือนมี.ค.กระเตื้อง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มตัวเลขการส่งออกในเดือนมี.ค. 2556 มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเดือนก.พ. ที่ติดลบ 5.83% แต่ภาพรวมยังไม่ค่อยสดใส เพราะปัญหาหลักมาจากค่าเงินบาทแข็งค่า จนเสียเปรียบคู่แข่ง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะแถลงตัวเลขการส่งออกอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันที่ 23 เม.ย.นี้
หอการค้าจี้แบงก์ชาติแทรกแซง
ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการประชุมสมาชิกได้สรุปเป็นข้อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างเป็นรูปธรรมและให้เห็นผลโดยเร็ว เพราะขณะนี้สถานการณ์ค่าเงินเลวร้ายจนกระทบขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทั้งอินโดนีเซีย และเวียดนามที่มีค่าเงินอ่อนค่าลง
นอกจากนี้ สภาหอการค้าไทย ยังเตรียมการที่จะขอพบกับนายประสาร เพื่อนำเสนอผลการประชุมและขอรับฟังคำชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหาค่าเงินบาทของ ธปท. เพราะที่ผ่านมาเข้าใจว่า ธปท.ได้ดูแลค่าเงินอยู่ แต่อาจไม่เพียงพอ โดยหากปล่อยให้ค่าเงินบาทผันผวนต่อไป ไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกที่จะได้รับผลกระทบ แต่จะกระทบไปถึงภาคเกษตรกรชาวนาชาวไร่ให้มีรายได้ลดลง รวมถึงภาคแรงงานด้วย เพราะว่าผู้ส่งออกต้องลดต้นทุนลงเพื่อแข่งขันให้ได้
สำหรับการประชุมของภาคเอกชนกับกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 26 เม.ย. นี้ คาดว่าจะไม่สามารถช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกได้มาก เนื่องจากปัญหาตอนนี้อยู่ที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่พาณิชย์ดูเรื่องการทำตลาดการปรับแผนการตลาด









