วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"เอสเอฟ"ชี้หนังไทยแกร่งดันอุตฯปีนี้โต15%

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ปี 56 ทะลุ 4,000 ล้านบาทดันอุตฯโต 15% หลังภาพยนตร์ไทย-ฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์จ่อคิวเข้าฉาย

นายสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง "พี่มาก...พระโขนง" สร้างรายได้ถล่มทลาย และจากนี้ไปจะมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ทั้งไทยและฮอลลีวู้ดอีกจำนวนมากต่อคิวเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ เช่น วันที่ 1 พ.ค.นี้ จะมี Iron man ภาค 3, Fast & Furious ภาค 6 และ Man of Steel หรือซูเปอร์แมน เป็นต้น

ส่วนภาพยนตร์ไทยจะมีเรื่องต้มยำกุ้ง ภาค 2 และตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาคจบ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ปีนี้มีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยเฉพาะภาพยนตร์ไทย

ทำให้คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ปีนี้จะเติบโตราว 10-15% มีมูลค่าตลาดรวมแตะ 4,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ตัวเลขดังกล่าวไว้เช่นกัน แต่ไม่สามารถทำได้ ขณะเดียวกันยังคาดว่าปีนี้หนังไทยจะทำรายได้ในสัดส่วนเกิน 40% เมื่อเทียบกับรายได้รวมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จากปกติอยู่ที่ 30-35% เท่านั้น

ส่วนภาพรวมในช่วง 8 เดือนที่เหลือคาดว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์จะยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยพบว่าปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ หรือกำลังซื้อไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจชมภาพยนตร์มากนัก เพราะพฤติกรรมการดูภาพยนตร์นั้นจะได้รับอิทธิพลโดยตรงจากเนื้อหาเป็นหลัก

"ปีนี้ยังมีหนังที่คาดว่าจะทำเงินจากฮอลลีวู้ดเข้ามาฉายจำนวนมากในไตรมาส 2 ซึ่งถือเป็นช่วงปกติอยู่แล้ว แต่หนังไทยถือว่าแข็งแกร่งมากสุดในรอบ 3 ปีก็ว่าได้ อย่างพี่มากพระโขนง ประสบความสำเร็จสูงมาก และคาดว่าจะสร้างประวัติศาสตร์หนังทำเงินสูงสุดอีกเรื่องของไทย ส่วนอีก 8 เดือนที่เหลือก็ยังมีหนังฟอร์มยักษ์ทั้งไทยและเทศอีกมาก ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์มีมูลค่าตลาดแตะ 4 พันล้านบาทจริงๆ สักที และคาดว่าการเติบโตโดยรวมจะมีไม่ต่ำกว่า 10% มีโอกาสทะยานถึง 15% ด้วย จากปีก่อนที่คาดว่าอุตสาหกรรมจะขยายตัว 20% แต่เมื่อหนังฟอร์มยักษ์เลื่อนการเข้าฉายทำให้ตลาดโตราว 10% เท่านั้น" นายสุวิทย์ กล่าว

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจจากนี้ไป เอสเอฟยังเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จากทั้งปีวางงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเปิดโรงภาพยนตร์เอสเอฟอีก 8-10 สาขา จำนวน 63 โรง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจากปีที่ผ่านมาที่เปิดทั้งสิ้น 7 สาขา จำนวน 41 โรง จากปัจจุบันบริษัทมีโรงภาพยนตร์ 32 สาขา จำนวน 220 โรง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 14 สาขา กว่า 100 โรง และต่างจังหวัด 18 สาขา จำนวน 110 โรง

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ในต่างประเทศ หลังจากที่ผ่านมามีนักธุรกิจทั้งมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และลาวชักชวนให้ไปลงทุน ประกอบกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในปี 2558 ยังเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยในการบุกประเทศเพื่อนบ้าน เพราะหากพิจารณาธุรกิจโรงภาพยนตร์ต้องยอมรับว่าไทยมีศักยภาพและเป็นผู้นำในภูมิภาค

"โมเดลในการเข้าไปลงทุนต่างประเทศมี 2 แบบคือการร่วมกับพาร์ทเนอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน หรือผนึกกับนักลงทุนไทยอย่างกลุ่มเซ็นทรัลที่มีการเข้าไปรุกธุรกิจศูนย์การค้าในอาเซียน ซึ่งบริษัทเปิดกว้างการลงทุน แต่ตอนนี้บริษัทกำลังศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบการลงทุนของประเทศเพื่อนบ้านในเชิงลึก และสิทธิประโยชน์ด้านภาษี รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลแต่ละประเทศ ซึ่งหากประเทศไหนมีความเหมาะสมก็พร้อมจะเข้าไปลงทุนขยายตลาดในเชิงรุก โดยแผนดังกล่าวคาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนภายใน 1-2 ปีนี้แน่นอน " นายสุวิทย์ กล่าว

สำหรับภาพรวมปีนี้ เอสเอฟคาดว่าจะมีรายได้เติบโตกว่า 25% จากปีก่อนที่ปิดรายได้ราว 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายตั๋วภาพยนตร์ อาหารและเครื่องดื่ม 70% และการโฆษณา ร้านค้าให้เช่า 30% โดยภาพรวมไตรมาสแรกเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้