วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.เพิ่มสัดส่วนกู้ดอลล์ รับ'บาทแข็ง'

ผู้ถือหุ้นปตท.อนุมัติแผนกู้เงิน 5 ปี 2.5 แสนล้านบาท"ไพรินทร์"เผยเตรียมเพิ่มสัดส่วนเงินกู้สกุลดอลลาร์ จากปัจจุบันอยู่ที่37%

แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากมาตรการผ่อนคลายการเงินของประเทศอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าภูมิภาค รวมทั้งไทย จึงเป็นโอกาสของธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการกู้เงินจากต่างประเทศเป็นสกุลเงินดอลลาร์

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นวานนี้ (11 เม.ย.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดหาเงินกู้ของบริษัทในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2556-2560) วงเงินรวม 2.5 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อใช้สำหรับการรีไฟแนนซ์เงินกู้เดิมที่จะครบกำหนดชำระรวม 1.5 แสนล้านบาท และอีก 1 แสนล้านบาทใช้ในการลงทุน ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และการร่วมทุน พร้อมทั้งจะหาโอกาสด้านธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน ไฟฟ้า และ ถ่านหิน

นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. กล่าวว่า ตามแผนลงทุน 5 ปีของบริษัท จะใช้เงินลงทุนรวม 3.68 แสนล้านบาท เป็นเงินกู้ที่ 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้เงินจากการดำเนิน ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทมีผลการดำเนินงาน 4.5 หมื่นล้านบาท และรายได้เงินปันผลจากบริษัทลูก ทั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTCH) และบริษัท ไทยออยล์ (TOP)
การจัดหาเงินกู้ 2.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมการลงทุนสำหรับโครงการใหม่ๆ ซึ่งหากมีโอกาสในการลงทุน ก็คงจะมีการขออนุมัติผู้ถือหุ้นอีกครั้ง แม้บริษัทจะมีการกู้เงิน 2.5 แสนล้านบาท แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ ดีอี (DE) ของบริษัท ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.4 เท่า เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นการกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิม

"ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทยังไม่มีความต้องการใช้เงิน จึงคงไม่มีการกู้ในช่วงนี้ จะมีการพิจารณากู้อีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลังประมาณ 4-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะออกเป็นหุ้นกู้ หรือ กู้จากสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตามหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากๆ บริษัทอาจจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการกู้เป็นสกุลเงินดอลลาร์มากขึ้น ส่วนจะกู้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องดูให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน"

สัดส่วนหนี้เงินดอลลาร์ 20%

ปัจจุบัน ปตท. มีหนี้รวม 9.7 แสนล้านบาท เป็นหนี้สกุลเงินบาท 63% และเงินดอลลาร์ 37% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่สัดส่วนเงินกู้สกุลดอลลาร์อยู่ที่ 20% สำหรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 4.8 % อายุเงินกู้เฉลี่ย 7 ปี ในขณะที่ 10 ปีที่ผ่านมา มีกำไรสะสม 3.3 แสนล้านบาท นับว่ามีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง

ส่วนผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ อาจจะมีการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันบ้าง จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงต่ำกว่าในช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงทุก 1 ดอลลาร์ มีผลต่อการขาดทุนหรือกำไรจากสต็อกน้ำมันประมาณ 600 ล้านบาท
ปตท.และบริษัทในเครือได้มีการบริหารความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน และราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด มีการทำประกันความเสี่ยงประมาณ 20-50% ส่งผลให้ภาพรวมการดำเนินงานปีนี้ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นผิดหวัง

"ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลดีทำให้ต้นทุนราคาพลังงานลดลง ซึ่งแต่ละเดือน ปตท.มีภาระต้องใช้เงินซื้อน้ำมันประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือ 3 พันล้านดอลลาร์"

"สุเมธ"ชี้หมดยุคเงินบาทอ่อน

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (ธุรกิจข้าวและอาหาร) เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังดีอยู่ มีอัตราการขยายตัว 6-7% ต่อปี เมื่อรัฐบาลประกาศกู้เงินลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท และผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว ทั้งหมดเป็นผลให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นแตะ 28 บาทต่อดอลลาร์

"นักวิชาการหลายสถาบันออกมาระบุตรงกันว่า ภาวะค่าเงินบาทของไทยในปีนี้อาจแข็งค่าสูงสุดที่ 26 บาทต่อดอลลาร์ และต่อจากนี้ไปจะไม่เห็นภาวะเงินบาทอ่อนค่าอีกแล้ว"

ดังนั้น ระหว่างนี้จึงเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการที่มีแผนต้องลงทุนและนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ รวมทั้งพลังงานอาจมีราคาถูกลง การลงทุนในวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลจะสามารถต่อรองและนำเข้าเทคโนโลยีที่ดีกว่า ทั้งหมดนี้เป็นความหวังว่าไทยจะมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้น
ส่งออกข้าวกระทบจากบาทแข็ง

นายสุเมธ กล่าวว่า กลุ่มผู้ส่งออก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งใช้วัตถุดิบในประเทศ 100% นั้น จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งในส่วนของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และราคาข้าวที่แพงอยู่แล้วอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำของรัฐบาล ทั้งหมดจะกดดันให้ไทยต้องตั้งราคาข้าวสูงขึ้นไปอีก จากปัจจุบันราคาข้าวขาว 5% ไทยก็สูงอยู่แล้ว ถึง 530 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับข้าวเวียดนามที่มีราคาอยู่ที่ 390 ดอลลาร์ต่อตัน

ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าผู้ส่งออกในแต่ละอุตสาหกรรม จะต้องมีการปรับตัวและหาทางออกของตัวเอง เพราะหลังจากนี้ต่อไป จะหมดยุคเงินบาทอ่อนค่าแล้ว การป้องกันโดยใช้ซื้อฟอร์เวิร์ด จะช่วยได้เป็นบางช่วงเท่านั้น เพราะทางธนาคารที่ทำธุรกิจซื้อขายเงินก็ต้องเก็งราคาเช่นกัน ทางที่ดีที่สุดไม่ควรจะเก็บเงินดอลลาร์สหรัฐเอาไว้นาน ควรรีบขายทันที และการเจรจาต้องเป็นเทอมสั้นๆ เพื่อป้องกันเงินบาทแข็งค่า ในขณะที่รัฐบาลควรมีการตั้งกองทุนเอาไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกด้วย

หวั่นลดความสามารถแข่งขัน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ทาง ส.อ.ท. และกลุ่มยานยนต์วิตกต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยได้แสดงท่าทีให้รัฐเห็นมาตั้งแต่ช่วงต้นปี หลังจากเห็นสัญญาณการแข็งค่า และพยายามขอให้ภาครัฐเข้ามาดูแล เนื่องจากเกรงว่าเมื่อรวมกับปัญหาอื่นๆ แล้วจะเกิดผลกระทบหลายด้าน รวมถึงการลงทุน
ค่าเงินที่แข็งขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกโดยตรง ทั้งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และต่อภาพรวมประเทศ เนื่องจากแต่ละปี มีการส่งออกสินค้ายานยนต์ ทั้งรถยนต์และชิ้นส่วนเกือบ 1 ล้านล้านบาท แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้มูลค่าเงินที่ได้กลับคืนมาลดลง
อย่างไรก็ตาม ในด้านการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนเดิม รวมถึงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ 1.1 ล้านคัน แม้ว่าจะมีรายได้ และผลกำไรลดลงก็ตาม

"แผนการตลาด การส่งออก ก็จะยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะทุกค่ายต้องรักษาลูกค้าเอาไว้ หากว่าบาทแข็ง แล้วปรับลดการส่งมอบรถ ก็จะมีผลกระทบต่ออนาคต เราก็ได้แต่หวังว่าภาครัฐ จะเข้ามาดูแลสถานการณ์ เพื่อทำให้ค่าเงินอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการทำธุรกิจ" นายสุรพงษ์ กล่าว
มิตซูบิชิชี้มีทั้งได้และเสีย

นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ ประธานบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มีผลทั้งด้านลบและบวกต่อบริษัท โดยด้านลบคือ รายได้และกำไรจากการส่งออกจะลดลงตามค่าเงินที่แปรผัน ส่วนด้านบวกคือต้นทุนวัสดุที่นำเข้าจะลดลง

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินที่เปลี่ยนไป จะไม่มีผลต่อแผนธุรกิจของบริษัทในเวลานี้ มิตซูบิชิ จะต้องรักษาระดับการผลิต และจำนวนการส่งออกไว้ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้บริษัทไม่ต้องการให้ค่าเงินมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ แม้จะเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องยากในการควบคุมค่าเงินก็ตาม

โตโยต้าเดินหน้าลดต้นทุนผลิต

นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ถ้าหากค่าเงินบาทลงมาถึงระดับ 29 บาท จะมีผลกระทบต่อการส่งออก ซึ่งภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลในส่วนของโตโยต้าเอง ก็จะพยายามลดปัญหาด้วยการปรับลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด โดยร่วมมือกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในการหาแนวทางลดการสูญเสียในขั้นตอนการผลิต ซึ่งจะช่วยชดเชยได้ส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินที่แข็งขึ้น จะไม่มีผลต่อการเป็นฐานการผลิตของไทย เนื่องจากโตโยต้าอยู่ในไทยมานาน ปัจจุบันมีโรงงานผลิต 3 แห่ง เป็นฐานการผลิตหลักที่ส่งออกไปทั่วโลก

"แต่ถ้าหากว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนผลิตสูงขึ้น และมีที่ไหนที่ต้นทุนผลิตถูกกว่า ก็อาจจะพิจารณานำเข้าชิ้นส่วนจากแหล่งนั้นๆ เข้ามาแทน แต่ไม่มีการย้ายฐานการผลิตอย่างแน่นอน" นายทานาดะ กล่าว

นิสสันชี้ลดต้นทุนชิ้นส่วนนำเข้า

นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ นิสสัน มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นโอกาสดีของการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง โดยปัจจุบันมีการนำเข้า 10% ของชิ้นส่วนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เอกชนอยากให้ภาครัฐคอยควบคุม กำกับดูแลเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนมากนัก