ผู้นำปลาเส้นอันดับหนึ่งของเมืองไทย
ผู้นำธุรกิจปลาเส้นอันดับหนึ่งของเมืองไทย : PM ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า (สัดส่วน 75% ของรายได้รวม) โดยรายได้ราว ครึ่งหนึ่งมาจากการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง (ผลิตโดยบริษัทย่อย PMF) เช่น ปลาสวรรค์ตรา “ทาโร” ซึ่งถือเป็นสินค้าหลักที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัท ด้วยส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งที่ 75% ของมูลค่าตลาดปลาเส้นทั้งหมด และสัดส่วนรายได้อีก 25% ของรายได้รวมมาจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาทูน่า, ซอส (ตรา คิงส์ คิทเช่น), อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง และให้เช่าพื้นที่ห้องเย็น โดยส่วนใหญ่เป็นการขายในประเทศ สัดส่วนราว 75% และที่เหลืออีก 25% เป็นรายได้จากการส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขายไปยังตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก ในขณะที่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างจำกัด จากการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้มี NATURAL HEDGE ครอบคลุมราว 50% และอีก 50% ใช้จะอาศัย FORWARD CONTRACT ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน
คาดกำไรสุทธิปี 2013 เติบโตทำจุดสูงสุดใหม่ : นอกเหนือจากรายได้ในปี 2013E ที่ยังคาดเติบโตดีราว 15% Y-Y แม้สูงกว่าเป้าหมายของผู้บริหารที่ค่อนข้าง CONSERVATIVE อยู่ที่ 10% Y-Y แต่ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยในอดีตปี 2010 - 2012 ซึ่งอยู่ที่ 13% ต่อปี โดยสินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งได้ประโยชน์จากกำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงบริษัทยังอยู่ระหว่างทำการตลาดหาลูกค้าและสินค้าใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งมีโอกาสได้ลูกค้าใหม่ในปีนี้เพิ่มราว 1 - 2 รายเป็นอย่างน้อย และปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อขยายกำลังการผลิตปลาเส้นภายใน 3 ปีต่อจากนี้ (2013 - 2015) ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมราว 20% รวมถึงเพิ่มความสามารถในการทำอัตราการกำไรขั้นต้น ซึ่งหากพิจารณาในอดีตตั้งแต่ปี 2006 - 2012 พบว่า บริษัทมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรขั้นต้นได้ค่อนข้างดีอยู่ที่ระดับ 24% - 27% ถือว่ามีความโดดเด่นมากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มอาหาร และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI ต่อเนื่อง (ฉบับเดิมหมดอายุ) นอกจากนี้ยังได้รับประโยชน์จากนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจาก 23% เป็น 20% ดังนั้นจึงคาดจะมีกำไรสุทธิปี 2013E เติบโต 24.9% Y-Y ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 511 ล้านบาท และคาดมีอัตรากำไรสุทธิปี 2013 - 2015 เติบโตเฉลี่ย 16% CAGR และยังมี UPSIDE จากแผนเข้าซื้อกิจการอื่นเพิ่มในอนาคต
ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ปันผลดี ราคาหุ้นยังถูก แนะนำซื้อลงทุน : แม้รายได้ส่วนใหญ่ถึง 75% จะมาจากธุรกิจจัดจำหน่ายคล้ายกับ BJC (PE กลุ่มค้าปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 30 เท่า) แต่เราประเมินมูลค่าหุ้น PM แบบ CONSERVATIVE โดยอิง PE 16 เท่า เท่ากับ PE เฉลี่ยของกลุ่มอาหาร ทำให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2013 เท่ากับ 14 บาท ยังมี UPSIDE 33% นอกเหนือจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลปีละ 4% (จ่ายปีละ 2 ครั้ง) และจัดได้ว่ามีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งบริษัทหนึ่งในกลุ่มอาหาร โดยมีสัดส่วน INTEREST BEARING DEBT TO EQUITY RATIO เพียง 0.02 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นสูงโดดเด่นถึง 33.7% จึงแนะนำ ซื้อลงทุน









