วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มติเจซีซียกระดับทวายเป็นข้อตกลงสัมปทาน

มติเจซีซียกระดับกรอบความตกลงโครงการทวาย เป็นข้อตกลงสัมปทาน พร้อมเห็นชอบจ้างที่ปรึกษาอิสระประเมินการลงทุนในโครงการของอิตาเลียนไทย

นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (9 เม.ย.) ได้รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-เมียนมาร์ (เจซีซี) เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องครั้งที่ 3 ซึ่งมีการประชุมไปเมื่อวันที่ 6-9 มี.ค.ที่ จ.ชลบุรี

โดยนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานร่วมเจซีซีได้รายงานที่ประชุม ครม.ถึงความคืบหน้า ประกอบด้วย 1.การจัดตั้งกลไกการลงทุนระหว่างประเทศในลักษณะของนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ในไทย โดยประเทศไทยกับเมียนมาร์จะถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากัน เพื่อเป็นหน่วยธุรกิจที่รับสัมปทานพัฒนาโครงการ และทำหน้าที่ระดมทุนมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก ได้แก่ ท่าเรือ ถนน นิคมอุตสาหกรรม ไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และระบบราง เป็นต้น และอยู่ภายใต้กฎระเบียบและสิทธิประโยชน์พิเศษที่ระบุในข้อตกลงสัมปทานที่เอสพีวีจะลงนาม กับคณะกรรมการบริหารโครงการทวาย (Dawei SEZ Management Committee :DSEZ) ซึ่งจะดึงนักลงทุน และกองทุนในต่างประเทศเข้าร่วมในเอสพีวีต่อไป

2.กรอบความตกลงโครงการ (Framework Agreement) ที่ประชุมเห็นชอบ ให้ยกระดับกรอบความตกลงโครงการ ซึ่งเป็นการลงนามร่วมกันของ Myanmar Port Authority (MPA) กับ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ให้เป็นข้อตกลงสัมปทานระหว่างกรรมการบริหารโครงการเขตเศษกิจพิเศษทวาย และเอสพีวี โดยมอบหมายให้เอสพีวีเป็นผู้จ้างที่ปรึกษาอิสระ เพื่อตรวจสอบสถานะการเงินการลงทุน (Due Diligence) ของโครงการต่างๆ ในส่วนที่อิตาเลียนไทยได้ดำเนินการไปแล้ว และเอสพีวีเป็นผู้ชำระคืนเงินค่าลงทุนให้แก่อิตาเลียนไทย โดยยึดผลการศึกษา Due Diligence

นอกจากนั้นในการลงทุนโครงการอื่นๆ เช่นท่าเรือ ถนน นิคมอุตสาหกรรม จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ Sectoral Agreement ของแต่ละโครงการ ซึ่งจะเป็นข้อตกลงที่จัดทำขึ้นระหว่างเอสพีวี และ DSEZ โดยเอสพีวีจะเป็นผู้มอบหมายให้นิติบุคคลย่อย (SPCs) เป็นผู้ลงทุน โดยต้องผ่านความเห็นชอบจาก DSEZ ด้วย ในการนี้ รัฐบาลเมียนมาร์รับที่จะให้การสนับสนุนและอำนวย ความสะดวกในการพัฒนาโครงการทวายและส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

3.การเชิญประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนการลงทุนในโครงการทวาย โดยที่ประชุมตกลงจะทำหนังสือเชิญประเทศญี่ปุ่นเข้าเป็นหุ้นส่วนการลงทุนในโครงการทวาย และเปิดโอกาสให้นักลงทุนประเทศอื่นๆที่มีความสนใจสามารถเข้าร่วมโครงการในระยะต่อไป

4.การจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายไทยและเมียนมาร์ เพื่อวิเคราะห์ทางการเงินทั้งภาพรวมและรายโครงการ พร้อมจัดทำเงื่อนไขของธุรกิจบนหลักการ ที่ทำให้โครงการมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า สามารถระดมทุนจากสถาบันการเงินได้ และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค จากนั้นให้ได้ข้อสรุปร่วมกันในการจัดตั้งเอสพีวี และจัดทำข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทยกับเมียนมาร์ในการประชุมครั้งที่ 2 ในปลายเดือนเม.ย.นี้ที่เมียนมาร์

"นอกจากนั้น ครม.ยังรับทราบ ผลการประชุมของคณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะเร่งพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ให้โครงการมีความเป็นไปได้ทางการเงินและผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น ทั้งโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่เสนอให้มีความเป็นอิสระในการบริหารท่าเรือและให้ปรับลดสัดส่วนการแบ่งปันผลประโยชน์ เพิ่มความสะดวกและลดขั้นตอนพิธีการศุลกากร"