ผิดคาดสำหรับบรรดาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องแบกรับความผิดหวังอีกครา
หลังจากเมื่อปลายปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่นเดียวกันกับปีนี้กับโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ "บั่นทอน" กำลังซื้อผู้บริโภค ทั้งๆ ที่ตามปกติแล้วช่วงหน้าร้อนของทุกปีเปรียบเสมือนช่วง "กอบโกย"เงินเข้ากระเป๋า
สอบถามไปยัง ศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ภายใต้แบรนด์ "ชาร์ป" และประธานกลุ่มไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เล่าสถานการณ์ธุรกิจให้ฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า คำสั่งซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น สินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของไทยในช่วงหน้าร้อนนี้เข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มบริษัท ห้างร้าน และร้านค้าย่อย เริ่มชะลอการสั่งซื้อสินค้าอย่างชัดเจน แม้ว่าอากาศจะร้อนจัด ก็ตาม
ทั้งนี้ มีสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้กำลังซื้อลดลง เนื่องจากผู้บริโภคประหยัดการใช้จ่ายลง โครงการรถคันแรกที่รัฐบาลปล่อยออกมา ทำให้กำลังซื้อบางส่วนถูกดึงไป แต่ผู้ประกอบการประเมินอยู่ว่าในปีนี้ฤดูร้อนจะมีระยะเวลายาวนานแค่ไหน หากอากาศร้อนยาวก็อาจจะมีผลดีต่อตลาดโดยรวมได้บ้าง
“ผู้ประกอบการหารือเรื่องนี้กันอยู่ และกำลังรวบรวมประเมินตัวเลขว่ากำลังซื้อในช่วงนี้ที่หดหายไปจากตลาด เพราะโครงการรถคันแรกจะมีมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะตอบ แต่แน่นอนว่ามันเห็นชัดเจนมากว่าคนไม่จับจ่าย พอเข้าหน้าร้อนทุกคนก็เริ่มมองหาพัดลมใหม่ แอร์ใหม่ แล้วก็ตู้เย็น แต่ปีนี้เงียบมากจริงๆ คนคงประหยัดและไม่มีกำลังซื้อเหมือนก่อนเพราะเอาไปผ่อนรถหมด”
เขายังประเมินว่า ในอนาคตครัวเรือน 300,000-400,000 ครัวเรือน จากยอดจองผู้ใช้สิทธิรถยนต์คันแรก ทั้งหมด 1.56 ล้านคัน มีภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าในส่วนนี้จะไม่ได้จ่ายเป็นเงินก้อนเดียว แต่ทุกๆ เดือนจะมีรายจ่ายทั้งค่าน้ำมันบวกกับค่าผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมตลอดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งปี เขาประเมินว่า เฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศ ไม่รวมกลุ่มอิเลคทรอนิกส์น่าจะอยู่ในภาวะทรงๆ ตัว เท่ากับปีก่อน คือขยายตัว 7-8% โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องปรับตัวหันพึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเช่นเดียวกับชาร์ป พร้อมไปกับการควบคุมต้นทุนการผลิต จากความกังวลเรื่องค่าเงินบาท ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจาก 4% เมื่อช่วงปลายปีก่อนมาอยู่ที่ประมาณ 6% อีกทั้งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท
"ในส่วนของบริษัท แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้เช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ แต่ก็ได้รับไฟเขียวจากทางบริษัทแม่ในต่างประเทศให้ขยายกำลังการผลิตที่โรงงานในจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีอยู่ 2 แห่ง เพิ่มขึ้น โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เน้นทำตลาดส่งออกโดยเฉพาะในตลาดอาเซียน เพราะในอนาคตลาดในประเทศจะมีอัตราการเติบโตน้อยกว่า" เขาให้ความเห็น ก่อนจะขยายความถึงแผนการลงทุนว่า
ชาร์ปจะลงทุนขยายกำลังการผลิตในส่วนของ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า รองรับการขยายตัวของตลาดอาเซียนที่จะขยายตัวในอนาคต และเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ หากมีการเปิดเออีซีแล้ว แต่ตอนนี้ก็ทำงานกันแบบประคองตัวกันไปให้อยู่รอดไปก่อน เพราะช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.)ยอดส่งออกไม่โต ในประเทศก็ยอดขายน้อยมากเป็นสัญญาณไม่ดีเลย
ศุภชัยยังบอกว่า ในปีนี้ผู้บริหารจากญี่ปุ่นตั้งเป้าไว้ว่าทั้งปีบริษัทน่าจะมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 6% จากปีก่อน หรือมีรายได้รวมประมาณ 22,000 ล้านบาท จากกลุ่มเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ไมโครเวฟ และเครื่องซักผ้า และจากค่าแรงที่ปรับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จะทำให้บริษัทต้องหาวิธีการควบคุมต้นทุนโดยรวม ซึ่งบริษัทจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น รวมทั้งการหาวัตถุดิบใหม่ๆ เข้ามาเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลง
เขายังกล่าวเสริมว่า โครงการรถยนต์คันแรกน่าจะส่งผลต่อกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ต่อไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายยากมากขึ้นส่งผลทำให้ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าน่าจะทรงตัวหรือลดลงต่อไปอีก









