วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติจับตาฟองสบู่ หุ้น-อสังหาฯราคาพุ่ง

ธปท.เกาะติดภาวะฟองสบู่ หลังจากสินเชื่อครัวเรือนโตเร็ว ราคา 'อสังหาฯ-หุ้น'เพิ่มขึ้นเร็ว ห่วงดอกเบี้ยต่ำดัน ห่วงดอกเบี้ยต่ำดันราคาเกินพื้นฐาน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กังวลเสถียรภาพทางการเงินจากการเร่งขึ้นของราคาสินทรัพย์ หรือ ภาวะฟองสบู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อและราคาหลักทรัพย์ โดย กนง.แสดงความกังวลฟองสบู่ครั้งแรก ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่าการประชุม กนง.วานนี้ (3 เม.ย.) กังวลในเรื่องเสถียรภาพการเงิน จากการขยายตัวของสินเชื่อครัวเรือนที่เติบโตขึ้นค่อนข้างเร็ว ขณะที่ภาระหนี้ต่อภาคครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้น ส่วนทางด้านราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์มีระดับราคาในบางพื้นที่ปรับขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว รวมทั้งภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นรวดเร็วเช่นกัน

"ธปท.อยู่ระหว่างติดตามความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในอนาคต เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ค่อนข้างเอื้อ ทั้งการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ ภาวะการเงินที่คล่องตัวมากจากสภาพคล่องที่มีสูง รวมถึงดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำทำให้คนทั่วไปเริ่มมองหาแหล่งการลงทุนอื่นที่สามารถให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นบ้างก็ตาม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ราคาสินทรัพย์บางประเภทเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระมัดระวัง" นายไพบูลย์ กล่าว

ด้าน นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในเรื่องฟองสบู่นั้น มีด้วยกัน 2 ขยัก คือ ขยักแรก เป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัวเพราะเงินดังกล่าวนำไปไล่สินทรัพย์ ไล่หุ้น ขยักที่สอง ระบบธนาคารพาณิชย์ได้ปล่อยเงินกู้ในอัตราที่เกินกำลัง หาก ธปท.ไม่สั่งให้ปิดก๊อก สถานการณ์ก็จะกลับไปสู่ยุคปี 2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งได้ เพราะว่าแคมเปญบ้าน 0% มีส่วนไปปั้นให้เกิดดีมานด์ในตลาด

นายบัณฑูร กล่าวถึง ธนาคารกสิกรไทยว่าระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะธนาคารไม่ได้เล่นเข้าไปปล่อยกู้ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากเกินไป แต่ธนาคารมีจุดที่ไปยังสินค้าที่เสี่ยงบ้าง เพราะต้องการให้ผลตอบแทนที่สูง ไม่เช่นนั้นไม่สามารถตอบผู้ถือหุ้นได้ ในเมื่อตลาดวิ่ง แต่กสิกรก็วิ่ง แต่ลักษณะการวิ่งจะเป็นอย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นโจทก์ในการทำธุรกิจ

"ส่วนแบงก์กลาง ที่ไปเล่นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่เขาก็หวังกำไร แต่ต้องดูว่าท้ายที่สุดแล้ว รับเสี่ยงได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเราเคยเห็นฝีแตกมาแล้ว และไม่อยากไปแตกอีก ส่วนใครจะโตเร็วก็ช่างเขา ส่วนเราขอโต 10% ถือว่าโอเคแล้ว ทำอะไรให้พอกิน พอใช้ ก็น่าพอแล้ว"

"กอบศักดิ์"เชื่อแนวโน้มลดดอกเบี้ยยาก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในช่วงข่าวค่ำทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ว่า สิ่งที่ กนง. พยายามบอกมาหลายครั้งว่าดอกเบี้ยขนาดนี้มีความเหมาะสมกับตัวเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยไปได้พอสมควร แต่กังวลในเรื่องของอสังหาฯ ตลาดหุ้นหรือแม้หนี้ครัวเรือนก็เป็นสิ่งที่แบงก์ชาติจับตามอง

"สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่จับตามอง ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน การใช้จ่ายส่วนบุคคล เรื่องของอสังหาฯ เรื่องของตลาดหุ้น การลดดอกเบี้ยจะทำให้ปัญหาเหล่านี้พองตัวขึ้นมาได้ จนกลายเป็นฟองสบู่ไปได้"

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าเศรษฐกิจในประเทศไปได้ และความเปราะบางกำลังเริ่มขึ้น โอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยเป็นไปได้ยาก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีความเสี่ยงจากยุโรป แต่ยังสามารถไปได้ ดังนั้นจะทำให้ปัจจัยที่จะลดดอกเบี้ยคงไม่มากนัก ซึ่งเรื่องการลดดอกเบี้ย เป็นประเด็นเรื่องความกดดันทางการเมืองมากกว่า

ส่วนเงินทุนไหลเข้านั้น นายกอบศักดิ์กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่เป็นปัญหา แม้ว่าในช่วงต่อไปอาจมีปัญหามากกว่านี้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ซึ่งหากอีกระยะหนึ่งเศรษฐกิจไทยไปได้ดีกว่านี้ มีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวมากกว่านี้ ในช่วงนั้นเงินจะไหลเข้ามามากกว่านี้

กนง.คงดอกเบี้ย 2.75%-ห่วงเสถียรภาพ

นายไพบูลย์ กล่าวถึงผลการประชุม กนง. ที่ประชุมมีมติ 5 ต่อ 1 เสียง เห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% โดยให้เหตุผลว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ทั้งยังเป็นระดับที่ผ่อนปรนเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% ตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2555

นายไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.อีก 1 ท่านเสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพราะห่วงในเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าจนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ขณะที่ กนง. อีก 1 ท่านไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ

"กรรมการท่านที่เสนอให้ลดดอกเบี้ยลง มีความเป็นห่วงในเรื่องของเงินทุนไหลเข้า รวมทั้งแรงส่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ จึงเสนอให้ลดดอกเบี้ยลงมา เพียงแต่กรรมการท่านอื่น ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่า จึงเสนอให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม" นายไพบูลย์ กล่าว

ชี้อุปสงค์ภายในเป็นตัวขับเคลื่อน

ส่วนถ้อยแถลงของ กนง. ในครั้งนี้ ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้างนับจากการประชุมครั้งก่อน (20 ก.พ. 2556) เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินในกลุ่มประเทศยูโร ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจยูโรหดตัวมากกว่าที่คาดไว้เดิม

ขณะที่ เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แต่ปัญหาทางการคลังยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ถ่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลัง เศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง จากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญ ในขณะที่แนวโน้มการส่งออกดีขึ้นเล็กน้อย

ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวลดลงเข้าสู่แนวโน้มปกติ หลังจากที่เร่งขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า คาดว่าในระยะต่อไปอุปสงค์ในประเทศจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ภาคครัวเรือน การจ้างงานที่อยู่ระดับสูง ภาวะการเงินและสินเชื่อที่ผ่อนคลาย รวมถึงแรงกระตุ้นทางการคลังที่จะทยอยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนให้มีต่อเนื่อง

ชี้ดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสม

ขณะที่การส่งออก คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นช้าๆ ตามภาวะเศรษฐกิจโลก สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่แรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจเกิดจากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

"คณะกรรมการมีความเห็นว่า ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนต่อไปยังคงมีความเหมาะสม แต่จะต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว คณะกรรมการฯ จึงมีมติ 5 ต่อ 1 เสียงให้คงดอกเบี้ยที่ 2.75% ซึ่งคณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจไทยและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับนโยบายการเงินตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง" นายไพบูลย์กล่าว

ชี้ส่งออกปรับรับบาทแข็งได้

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในการประชุม กนง. ครั้งนี้ ที่ประชุมได้ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยใน 2556 ใหม่ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ เพียงแต่ตัวเลขที่ปรับใหม่นั้นไม่ได้แตกต่างจากตัวเลขเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 4.9% โดยตัวเลขใหม่นั้น ธปท.จะประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 เม.ย. 2556

การประเมินภาพรวมเศรษฐกิจของ กนง. ในครั้งนี้ ได้รวมผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไว้เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งพอในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นได้

"จากการวิจัยและข้อเท็จจริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แต่การส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพของภาคการส่งออกไทย และบางช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก เงินบาทอ่อนค่าลง เพราะเงินไหลออก แต่ช่วงนั้นการส่งออกของเราก็ตกลงด้วย เนื่องจากความต้องการซื้อของประเทศคู่ค้าไม่มี ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตของการส่งออก คือ ภาวะเศรษฐกิจ และความต้องการซื้อของประเทศคู่ค้าที่สำคัญมากกว่าค่าเงิน" นายไพบูลย์กล่าว

"บุญทรง"ชี้บาทแข็งกระทบส่งออก

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ยอมรับว่าได้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยแล้ว เพราะการส่งออกช่วงเดือนก.พ. ที่ติดลบประมาณ 5% มีมูลค่าการส่งออกลดลง แต่ปริมาณการส่งออกยังเท่าเดิม และผลกระทบจะเห็นได้ชัดหากการส่งออกเดือนมี.ค. ยังติดลบในลักษณะนี้อยู่ ซึ่งภาครัฐก็ได้เตรียมมาตรการที่ช่วยเหลือภาคการส่งออกไว้แล้ว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้กับผู้ส่งออก และการอำนวยความสะดวกเพื่อให้การส่งออกเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ยังไม่มีการปรับเป้าหมายการส่งออกปี 2556 ที่คาดว่าขยายตัว 8-9% แต่จะทบทวนเป้าหมายการส่งออกในช่วงเดือนพ.ค. นี้ โดยระหว่างนี้จะทยอยเรียกประชุมร่วมกับผู้อำนวยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์

ตั้งเป้าดันเอสเอ็มอีหนุนส่งออก

ด้าน นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ค่าเงินบาทขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออก แต่หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้จะกระทบต่อการส่งออกอย่างแน่นอน เบื้องต้นได้หารือกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด และจับตามองทิศทางเงินบาทต่อเนื่อง เพื่อส่งสัญญาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา หากสถานการณ์เงินบาทกระทบต่อการส่งออก

"ในไตรมาส 2 ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ยังมีเรื่องของการกีดกันทางการค้า ซึ่งกำลังจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เพราะมีการนำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้เพื่อชดเชยการเปิดเสรีทางการค้าที่ขยายตัวมากขึ้น การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงภาวะเศรษฐกิจในตลาดสำคัญๆ ซึ่งประเมินว่าจะยังชะลอตัวต่อเนื่อง"

นายศรีรัตน์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจและการค้ารายตลาดก่อนนำมาประชุมร่วมกันในปลายเดือนพ.ค. ซึ่งขณะนี้ยังคงเป้าหมายการส่งออกทั้งปี ขยายตัว 8-9% มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ไว้ก่อน