วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บิ๊กซีทุ่ม8พันล้านเพิ่มดีซี ลุยหัวเมืองรับเมกะโปรเจค

“บิ๊กซี” ทุ่ม 8,000 ลบ. ปูพรมร้านขนาดใหญ่-เล็กกว่า 200 แห่งปีนี้ เดินหน้าบุกหัวเมือง-ตะเข็บชายแดน รับเมกะโปรเจคภาครัฐ ผุดดีซีรองรับสาขาเล็ก

นายประพันธ์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองประธานผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเครือข่ายร้านค้าปลีก “บิ๊กซี” เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกมีการแข่งขันอย่างรุนแรงทั้งด้านการทำตลาด และการขยายสาขา

ทั้งนี้ การเปิดสาขาเริ่มทำได้ยากขึ้น เพราะว่ามีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมายผังเมือง เงื่อนไขของการพัฒนาที่ต้องอิงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รวมไปถึงการสรรหาทำเล ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็จะต้องเร่งขยายให้เร็วที่สุด โดยบริษัทได้เตรียมงบ 7,000-8,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนปีนี้ ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นแบบเท่าตัวจากที่ผ่านมาลงทุนเฉลี่ย 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี

“เมกะโปรเจคของภาครัฐทั้งโครงข่ายจากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงานในพื้นที่หัวเมือง เส้นทางเมกะโปรเจคเหล่านี้ทำให้เกิดชุมชนใหม่ๆ มีการเติบโตของเมือง สอดรับการลงทุนของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเรากำลังศึกษาเส้นทางลงทุนต่างๆ”

นายประพันธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้เส้นทางแนวตะเข็บชายแดน ก็จะเป็นโอกาสทางธุรกิจอย่างมากจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีการค้าข้ามพรมแดน ทำให้บิ๊กซีมีแผนปรับปรุงและขยายพื้นที่ของสาขาแนวตะเข็บชายแดน รวมทั้งเร่งหาพื้นที่เพื่อเปิดสาขาใหม่ เช่น หนองคาย เป็นต้น

ปูพรมกว่า 200 สาขา
ทั้งนี้ บริษัทวางแผนเปิดร้านขนาดใหญ่ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ 6 สาขา ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต “บิ๊กซี มาร์เก็ต” 13 สาขา ร้านคอนวีเนียนสโตร์ “มินิ บิ๊กซี” 150 สาขา ร้านขายยา “เพียว” 50 แห่ง ร้านค้าส่ง “บิ๊กซี จัมโบ้ สเตชั่น” 3 สาขา และจะลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้า (ดีซี) อีก 2 แห่ง ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือ และ ตะวันออก มูลค่าลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จในปี 2557 จากปัจจุบันบิ๊กซี มีศูนย์กระจายสินค้า 4 แห่ง ได้แก่ วังน้อย บางปะอิน บางบัวทอง และ บางใหญ่


“ดีซีใหม่ 2 แห่งเป็นการลงทุนเพื่อรองรับการรุกขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หรือ มินิ บิ๊กซี ที่ตั้งเป้าหมายมีไม่ต่ำกว่า 950 สาขาในปี 2559 นอกจากนี้ดีซีใหม่ยังช่วยเลี่ยงปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมาศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 4 แห่งของเราต่างประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่”

นายประพันธ์กล่าวว่าสำหรับในเขตกรุงเทพฯ แม้ทำเลที่ตั้งจะหาได้ยาก แต่บิ๊กซีก็เตรียมการเปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อีก 1 แห่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2557

พฤติกรรมลูกค้าเน้นสะดวก
นอกจากนี้บิ๊กซี จะมุ่งขยายเครือข่ายร้านขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นเดียวกันในปีนี้ เพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาด แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมใช้บริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ โมเดิร์นเทรด มากกว่าร้านประเภทเทรดดิชั่นนอล เทรด


“บิ๊กซี มีจุดขายชัดเจน เจาะลูกค้าเป้าหมายแตกต่างจากคู่แข่งอย่างเซเว่นอีเลฟเว่นที่ไม่ขายของสด ขณะที่มินิบิ๊กซีมีสินค้าชนิดเดียวกับไฮเปอร์มาร์เก็ต แม้จะไม่ครบแต่เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากไปร้านใหญ่ ในราคาที่ใกล้เคียงกัน” นายประพันธ์กล่าว

การขยายร้านขนาดเล็ก บิ๊กซีจะร่วมมือกับพันธมิตรหลักคือสถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยปีนี้มีแผนเปิดสาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจาก 70 สาขา จากปัจจุบันเปิดบริการ 10 สาขา โดยมีร้านค้า 2 ขนาด คือ ร้านค้าชุมชนขนาด 200 ตร.ม. สำหรับสถานีที่อยู่ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น มีสินค้า 4,800 รายการ และร้านสะดวกซื้อขนาด 150 ตร.ม. สำหรับสถานีที่อยู่บนถนนไฮเวย์ มีสินค้า 3,800 รายการ โดยร้านค้าทั้ง 2 แบบจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ประจำวัน สินค้าโปรโมชั่นราคาเดียวกับบิ๊กซี ไฮเปอร์มาเก็ต และ มีบริการชำระบิล และเติมเงินมือถือ ตั้งเป้าหมายมีลูกค้าใช้บริการ 800-1,000 คนต่อสาขา แผนเชิงรุกทั้งหมด จะผลักดันรายได้บิ๊กซีเติบโต 9-10% จากปีก่อน มียอดขาย 1.12 แสนล้านบาท

บางจากหวังเพิ่มรายได้นอนออยล์
ด้าน นายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การร่วมมือกับบิ๊กซีได้ดำเนินโครงการนำร่องเปิดมินิบิ๊กซีไปแล้ว 10 สาขา ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จึงได้ตกลงขยายความร่วมมือระยะยาว เพื่อรวมศักยภาพและจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทในการขยายธุรกิจร่วมกัน

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายจะร่วมพัฒนาร้านมินิบิ๊กซีในสถานีบริการน้ำมันบางจากให้ได้ 500 สาขาภายในปี 2561 โดยความร่วมมือกันยังครอบคลุมถึงธุรกิจอื่นๆ ของทั้งบางจากฯ และบิ๊กซี เช่น บัตรสมาชิกของบิ๊กซี และบัตรแก๊สโซฮอล์คลับ และดีเซลคลับของบางจาก เป็นต้น โดยการเป็นพันธมิตรกับบิ๊กซี จะทำให้สัดส่วนรายได้กลุ่มนอนออยล์เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 14%

ในส่วนของธุรกิจบางจาก บริษัทมีแผนพัฒนาสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่กว่า 20 แห่ง รวมทั้งสถานีบริการน้ำมันสำเร็จรูปแบบ Truck station บนถนนสายหลัก ปรับโฉมสถานีบริการน้ำมันเดิมให้เป็นรูปแบบใหม่ เพิ่มจากเดิมเป็น 400 แห่ง ขยายการจำหน่ายพลังงานทดแทน E20 เป็น 700 แห่ง และ E85 เป็น 100 แห่ง รวมทั้งดึงธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้า บริการด้านการเงินและโทรคมนาคม เข้ามาเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้าบางจากให้มากขึ้นอีก ทั้งหมดนี้คาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของสถานีบริการน้ำมันบางจากในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 14.5% หรือ ประมาณ 240 ล้านลิตรต่อเดือน