สศค.ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้เป็น 5.3% จากเดิม 5% ชี้"การบริโภค-การลงทุน"ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมจับตาภาวะฟองสบู่ หลังเงินบาทแข็งค่าเร็ว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงว่า สศค.ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 5.3% โดยมีช่วงประมาณการระหว่าง 4.8-5.8% จากประมาณการเดิมที่ 5% โดย 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผล คือ 1.การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคาดว่า จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.6% จาก 3.9% 2.การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งคาดว่า จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 9.3% จากเดิม 9.2% และ 3.การลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งคาดว่า จะขยายตัวเป็น 14.2% จากเดิม 14%
"ในปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงส่งมาจากการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งขยายตัวได้ถึง 18% บวกกับ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำให้การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้"
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สศค.กังวลประเด็นสำคัญ คือ ค่าเงินบาทที่ปรับค่าแข็งขึ้นต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้สศค.ต้องปรับสมมติฐานด้านค่าเงินบาท โดยจะอยู่ที่ 29.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณการเดิม 30.70 บาท ซึ่งจะส่งผลให้สมมติฐานด้านการส่งออกต้องปรับลดลงเช่นกัน โดยจะอยู่ที่ 9% จากเดิม 10.5%
"เงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นมาก และ ถือว่า แข็งค่าขึ้นเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งผลต่อภาคการส่งออก และ ภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งเราเชื่อว่า ทางคณะกรรมการนโยบายการเงินเริ่มเห็นผลกระทบดังกล่าวแล้ว คาดว่า ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะมีการปรับลดลง เพื่อดูแลภาพรวมเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ณ วันที่เราปรับประมาณการเศรษฐกิจ เราคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้อยู่ที่ 2.75% ต่อปี"
ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวอีกว่าความผันผวนของค่าเงินและการไหลเข้าของเงินทุนเป็นประเด็นที่สศค.ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจุดที่ส่งสัญญาณว่า จะเกิดฟองสบู่กับระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งขณะนี้ เรายังไม่พบสัญญาณดังกล่าว ซึ่งประเด็นนี้ ทางแบงก์ชาติจะต้องติดตามและส่งสัญญาณหากพบว่ามีอะไรที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในจุดที่เงินพร้อมจะไหลออก









