ธปท.พร้อมแทรกแซงค่าเงินบาท หากพบ"เก็งกำไร" ป้องกันผลกระทบเศรษฐกิจ แย้มประชุม กนง. 3 เม.ย. เตรียมปรับเพิ่มประมาณการจีดีพี
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาหัวข้อ "นโยบายเศรษฐกิจและการเงิน" ว่าค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นนั้นประเมินว่ายังเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดและเป็นไปตามพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ธปท.ยืนยันว่าพร้อมใช้เครื่องมือดูแลอัตราแลกเปลี่ยนหากพบว่ามการเคลื่อนไหวผิดปกติ และพบการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนมากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจรุนแรง
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 3 เม.ย. นี้มีโอกาสที่ กนง.จะปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นจาก 4.9% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินคณะกรรมการจะพิจารณาทั้งความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ความมั่นคงทางการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆเพื่อประกอบการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินอย่างรอบคอบและเหมาะสมต่อไป
"ในปีนี้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อย่างสหรัฐเองก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาหน้าผาทางการคลังได้ ขณะที่ยูโรที่มีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ด้านของญี่ปุ่นเองก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะใช้มาตรการดึงประเทศออกจากภาวะเงินฝืด จึงถือว่าเป็นประเด็นที่ยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะถือว่าไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางด้านการเงิน ซึ่งเชื่อว่า กนง.จะพิจารณาปัจจัยเสี่ยงต่างๆอย่างรอบคอบและพร้อมกำหนดนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อไป"
นอกจากนี้ ธปท.ยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์บางส่วน บางทำเลที่มีราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ในอนาคต รวมถึงติดตามหนี้สินภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มสูงกว่า 70% ของจีดีพี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงินและเศรษฐกิจในประเทศ
ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะแรงงานตึงตัว ซึ่งไทยมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตควบคู่ไปกับพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ด้านการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558








