ต่างชาติฉวยจังหวะบาทแข็ง! ขายหุ้นไทยทำกำไร 2 เด้ง รับเนื้อๆ 17% โบรกจ่อวางหลักประกันซื้อหุ้น20% เชื่อธปท.ไม่ออกมาตรการสกัดบาทแข็ง
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์วานนี้ (20 มี.ค.) ยังไม่มีการออกมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลหุ้นเก็งกำไร เนื่องจากภาวะราคาหุ้นโป่งไม่ได้เกิดขึ้นทั้งตลาด แต่เฉพาะหุ้นรายตัว อาจจะมีการพิจารณาใช้การเพิ่มหลักประกัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 15% เป็น 20% โดยจะต้องมีการรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง)จากบริษัทสมาชิกก่อนในสัปดาห์หน้า จึงยังไม่แน่นอนว่าจะมีการใช้หรือไม่
"ช่วงนี้เป็นจังหวะหุ้นลงพอดี จึงยังไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะช่วยชะลอความร้อนแรงของหุ้นเก็งกำไร ทำให้นักลงทุนมีสติในการคิดมากขึ้นว่าหุ้นมีทั้งขาขึ้นและขาลง ในระหว่างนี้ในส่วนของบล.เองก็จะไปดูเรื่องหลักประกันว่าเพียงพอหรือไม่ โครงสร้างเงินทุน ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ดูแลตัวเองได้ รวมถึงการให้ข้อมูล ดูแลลูกค้า เพราะไม่อยากให้มีใครเจ็บตัวในช่วงหุ้นตก"
บล.เมย์แบงก์ (กิมเอ็ง) ประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ภาพการลงทุนในช่วงที่เหลือของเดือนมี.ค.นี้ เชื่อดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบแคบ และอาจย่อตัวลงได้อีก เพราะขาดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าลงทุน โดยเฉพาะเงินทุนจากต่างประเทศ เพราะใกล้ปิดงวดไตรมาส 1 ปี 2556 ขณะที่ตลาดหุ้นไทยจากต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับขึ้นไปแล้ว 12.67% บวกกับค่าเงินบาทแข็งค่า 4.44% รวมผลตอบแทนจากการลงทุนเป็น 17.11% มากเพียงพอต่อการทยอยขายเพื่อทำกำไรบางส่วน
นอกจากนี้จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีสุดในกลุ่ม tip (ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น 12.67% ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปรับขึ้น 10.6% และตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับขึ้น 11.7% จึงน่าจะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้
ทั้งนี้ บริษัทแนะนำให้ขายทำกำไร 5% ของพอร์ตการลงทุน ใน บริเวณ 1,575 จุดบวกลบ กลับมาถือพอร์ต 50% และเงินสด 50% เพื่อรอจังหวะการเริ่มกลับเข้าทยอยสะสมหุ้นหลักบริเวณ 1,550 จุดหรือต่ำกว่า
ส่วนประเด็นเงินบาทแข็งค่านั้น บริษัทเชื่อมีความเป็นไปได้น้อย ที่จะมีการนำมาตรการควบคุมการไหลข้าวของเงินทุนต่างชาติ หรือ แคปิตอล คอนโทรล (capital control) กับตลาดหุ้นไทย เหมือนที่เคยใช้ในเดือนธ.ค.2549 เพราะกระทบต่อภาพการลงทุน และความเชื่อมั่นทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากเป็นมาตรการที่ควบคุมการเก็งกำไรค่าเงินบาทผ่านตลาดตราสารหนี้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554 ด้วยการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่ลงทุนไม่ถึง 1 ปี น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า









