วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ.จี้แก้ชนวนวิกฤติไฟฟ้า-ค่าไฟแพง

กฟผ.จี้แก้ชนวนวิกฤติไฟฟ้า-ค่าไฟแพง ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ -กระจายเชื้อเพลิง

การหยุดซ่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานาและเยตากุน ในพม่า ในระหว่างวันที่ 5-14 เม.ย.นี้ เป็นจังหวะแห่งการกระตุ้นเตือนทุกภาคส่วนให้เห็นความจำเป็นของการร่วมไม้ร่วมมือลดใช้พลังงาน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ฝ่ายปฏิบัติงานหลักแก้ไขวิกฤติ นอกจากกระชับแนวทางทำงานเพื่อควบคุมความเสี่ยงในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว อีกด้านหนึ่งต้องรณรงค์การลดใช้พลังงานไปพร้อมกันด้วย

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. บอกว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมลดใช้พลังงานอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ โดยเฉพาะภาคเอกชน ทั้งที่เป็นฝ่ายผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน

โดยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือไอพีพี และโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ เอสพีพีเข้ามาเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ และโรงงานอุตสาหกรรมหยุดและลดกระบวนการผลิต เพื่อหลีกช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด

"2 มาตรการนี้ ช่วยลดความเสี่ยงไปได้มาก จากเดิมที่กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองพร้อมใช้งานเหลือเพียง 600 เมกะวัตต์ ตอนนี้คาดว่าจะเพิ่มได้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ "

แต่มีอีกภาคส่วนที่ยังไม่ได้เข้ามาร่วมอย่างเข้มข้น คือภาคประชาชน ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยลดใช้ไฟฟ้าได้ตามเป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ โดยต้องขอความร่วมมือปิดเครื่องปรับอากาศลงอย่างน้อย 1 เครื่องในบ้าน 1 ชม.ช่วงพีคในวันที่ 5 เม.ย. หรือ ประมาณ 13.00 - 14.00 น.

ปัจจุบันมีเครื่องปรับอากาศทั้งประเทศ16 ล้านเครื่อง ขนาด 6,000 -40,000 บีทียู ไม่นับรวมระบบ ชิลเลอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้กินไฟสูงสุดกว่า 40 % ของครัวเรือนและสำนักงาน ที่เหลือ 20 % เป็นระบบแสงสว่าง และอีก 40% เป็นเครื่องใช้ไฟ้าอื่นๆ อาทิ ปั๊มน้ำ หม้อหุงข้าว โทรทัศน์ ดังนั้นหากช่วยกันปิดการใช้งานลงในช่วงพีค การใช้ไฟฟ้าจะลดได้อย่างชัดเจน

เขา กล่าวถึงการจัดการระบบไฟฟ้าในโซนกทม.และโซนภาคใต้ที่อาจได้รับผลกระทบว่า มีความกังวลเรื่องแรงดันที่อาจตกลงจากการดึงไฟฟ้าจากพื้นที่อื่นที่ไกลขึ้นมาเสริมระบบ เรื่องนี้ได้ประสานงานการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแล้ว อย่างไรก็ตามปกติแรงดันในระบบไฟฟ้าจะขึ้นลง 5 % โดยไม่กระทบกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า

สำหรับโซนภาคใต้นั้น ปัจจุบันความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่ 2,500 เมกะวัตต์ แต่กำลังผลิตในพื้นที่อยู่ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ต้องดึงไฟฟ้าจากพื้นที่อื่น เช่น จากโรงไฟฟ้าราชบุรี มาเสริมกว่า 500 เมกะวัตต์ ดังนั้นเมื่อโรงไฟฟ้าในโซนตะวันตกไม่มีก๊าซฯจัดส่ง จึงได้รับผลกระทบไปด้วย กฟผ.จึงเจรจากับมาเลเซีย เพื่อขายไฟฟ้าให้ไทยให้ได้ 300 เมกะวัตต์ เสริมระบบในภาคใต้โดยเฉพาะ

สำหรับแผนระยะยาวนั้น นายสุทัศน์ ย้ำว่า การโหมกระแสวิกฤติไฟฟ้าจากการซ่อมแหล่งก๊าซฯครั้งนี้ไม่ได้ overacting เพื่อผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนต้องตระหนัก และขอย้ำว่าวิกฤติไฟฟ้าขาดจะรุนแรงขึ้นนับจากนี้

เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นปีละ 5-6% แม้จะเป็นสัดส่วนไม่มาก แต่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่านี้ทุกๆปี เสริมด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี เช่น รถยนต์ใช้ไฟฟ้า ที่จะเข้ามาทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้คำนวนไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ฉบับปี 2012 ขณะที่เครื่องมือที่เราใช้อยู่ คือ โรงไฟฟ้ามีกำลังผลิตเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นไม่ได้ทัน ใช้ไฟฟ้าในหน้าร้อนเดือนเม.ย.กฟผ.ยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายปฏิบัติอย่างกฟผ.ต้องโฟกัสอย่างใกล้ชิดทุกปี เป็นเพราะพยากรณ์สภาพอากาศได้ยากมากขึ้น นายสุทัศน์ บอกว่า เช่นเดียวกับเม.ย.ปีนี้ที่เราไม่มั่นใจว่าจะเกิดในวันที่ 5 เม.ย.ตามที่คาดการณ์หรือไม่ เป็นไปได้ที่จะเกิดหลังจากนี้ แต่ก็ทำให้เราไม่ห่วง เพราะไม่ตรงกับช่วงหยุดซ่อมแหล่งก๊าซฯ

อย่างไรก็ตามมีความมั่นใจว่าพีคของปีนี้จะเพิ่มในสัดส่วนไม่ถึง 5 % หรือ ประมาณ 27,000 เมกะวัตต์จาก พีคของปี 2555 ที่อยู่ที่ 26,121 เมกะวัตต์ โดยวันที่ 5 เม.ย.คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 26,300 เมกะวัตต์ การคาดการณ์ดังกล่าวมาจากพยากรณ์การเติบโตของเศรษฐกิจที่เชื่อว่าจะไม่ขยายตัวสูงเท่ากับปีก่อน ซึ่งมีแรง ขับเคลื่อนมาจากเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตถึง 9 % จากปี 2554 ข้อมูลที่กล่าวซ้ำๆเหมือนแผ่นเสียงตกร่องของกฟผ.ถึงการกระจายเชื้อเพลิง เพื่อแก้ไขวิกฤติในระยะยาว

นายสุทัศน์ บอกว่าปัจจัยนี้เป็นความจำเป็น เพราะการพึ่งพาก๊าซฯเกือบ 70% ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มากขึ้น คาดว่าในช่วง 10 ปีนี้จะต้องนำเข้ามาใช้ในโรงไฟฟ้า สัดส่วน 50 % ซึ่งแอลเอ็นจีราคาสูงกว่าก๊าซฯจากอ่าวเท่าตัวหรือประมาณ 500-600 บาทต่อล้านบีทียู จากปัจจุบันใช้แอลเอ็นจีผลิตไฟฟ้าประมาณ 5 ล้านตัน หรือไม่ถึง 10 %

ที่จะกระเทือนอย่างแน่นอน คือ ค่าไฟฟ้าของไทย ที่จะปรับสูงขึ้นตามต้นทุน คาดว่าไม่ต่ำกว่า 6 บาทต่อหน่วยภายในไม่เกิน 10 ปีนี้จากปัจจุบัน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ประเทศอื่น อาทิ มาเลเซียได้ปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าไปแล้วจาก10ปีก่อน ที่ใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้ามากกว่า 80% มาถึงวันนี้ใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าแล้วกว่า 40 % ทำให้ค่าไฟฟ้ามาเลเซียใกล้เคียงกับไทย และจะต่ำกว่าไทยในอนาคต หากไทยยังใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนมากกว่า 60 %ต่อไป