'มั่นคง'เผยกำไรไตรมาส4โต 80.8%

'มั่นคง'เผยกำไรไตรมาส4โต 80.8%

"มั่นคง" โชว์ยอดไตรมาส 4 ปี55 รับรู้รายได้ 466.86 ล้าน กำไรสุทธิ 82.87 ล้านบาท สูงกว่าไตรมาสที่ผ่านมาถึง 80.80%

นายชวน ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK ผู้พัฒนาโครงการ “ชวนชื่น” และ “สิรีนเฮ้าส์” เปิดเผยว่า บริษัทฯ รับรู้รายได้จากการขายและบริการ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 จำนวน 466.86 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.89% จากไตรมาสที่ผ่านมา และเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 231.22 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากปลายปี 2554 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมรวมผลประกอบการประจำปี 2555 บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากการขายและบริการรวม 1,724.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.04% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยโครงการหลักที่สร้างรายได้ในปีนี้ ได้แก่ ชวนชื่นเพชรเกษม, ชวนชื่นโมดัส เซนโทร และเบลล์พาร์ค-ชวนชื่นซิตี้

ทั้งนี้บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ยกไปในปี 2556 ประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดจากคอนโดมิเนียมเด็น วิภาวดี กว่า 800 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทยอยส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์แก่ลูกค้า
ในปี 2555 บริษัทฯ มีกำไรเบื้องต้น 654.63 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนกำไรเบื้องต้น (Gross Profit Margin) 37.97% ลดลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราส่วนกำไรเบื้องต้น 39.99%

สาเหตุหลักมาจากต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้นตามการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และบริษัทฯ มีสัดส่วนการรับรู้รายได้ทาวน์เฮ้าส์ (ซึ่งกำไรเบื้องต้นต่ำกว่าบ้านเดี่ยว)เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปีนี้อยู่ที่ 361.89 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 365.74 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to sales) ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจาก 21.86% เป็น 20.99% นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม เป็นเงิน 6.42 ล้านบาท จากที่เคยติดลบ -5.80 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากบริษัท สามัคคีซีเมนต์ จำกัด มีการรับรู้รายได้จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้


บริษัทฯเสียภาษีเงินได้ในปีนี้ในอัตรา 23% จากนโยบายที่รัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อชดเชยต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จึงลดลงจาก 98.54 ล้านบาท เป็น 74.10 ล้านบาท หลังจากหักดอกเบี้ยและภาษีแล้ว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิประจำไตรมาส 4/2555 จำนวน 82.87 ล้านบาท สูงขึ้น 80.80% จากไตรมาสที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 214.74% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิปี 2555 เท่ากับ 259.93 ล้านบาท คิดเป็น 0.30 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 11.07% จาก 234.02 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปีนี้เท่ากับ 14.71% สูงขึ้นจากอัตรา 13.63% ในปีที่ผ่านมา

ในส่วนของสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 586.30 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จาก 6,773.18 ล้านบาท เป็น 7,359.48 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ได้ลงทุนเพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมซึ่งรอการส่งมอบในไตรมาสที่ 1/2556 เป็นต้นไป สำหรับหนี้สินปรับตัวเพิ่มขึ้น 480.65 ล้านบาท จาก 1,871.93 ล้านบาท เป็น 2,352.58 ล้านบาท จากการกู้เพิ่มเพื่อนำมาพัฒนาโครงการ และซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อรองรับการขยายตัวในปีถัดไป

ทั้งนี้ หนี้สินระยะสั้นที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก 7.09 ล้านบาท เป็น 300.13 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ได้ใช้เงินทุนหมุนเวียนจากตั๋วเงินระยะสั้น (B/E) ทดแทนเงินกู้จากสถาบันการเงิน เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 105.65 ล้านบาท จากสิ้นปีที่ผ่านมา อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ณ สิ้นปี 2555 จึงปรับตัวสูงขึ้นจาก 0.38 เท่าเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เป็น 0.47 เท่าณ.สิ้นปี 2555