วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พีทีทีโกลบอลร่วมทุนปิโตร3ปท.สรุปกลางปี

พีทีที โกลบอลฯ คาดสรุปโครงการลงทุนตั้งโรงงานปิโตรเคมี"อินโดฯ-มาเลย์ฯ-จีน ภายในครึ่งปีแรก ตั้งงบลงทุนปีละ 1 พันล้านดอลลาร์

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้ากำไรก่อนรายการภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา หรือ อิบิทดา (EBITDA) จะเติบโต 15-30% จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 5.5 หมื่นล้านบาท หรือมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5-6% เป็นผลจากการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการ และขยายกำลังการผลิตเดิมที่มีอยู่

โดยเป้าหมายดังกล่าวยังไม่รวมการลงทุนใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาลงทุนตั้งโรงงานปิโตรเคมีใน 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย ร่วมกับบริษัท ปิโตรนาส ,อินโดนีเซีย ร่วมกับบริษัท เพอร์ตามีนา และการลงทุนในจีน ร่วมกับ ชิโนเค็ม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในกลางปีนี้ อย่างไรก็ตามการลงทุนครั้งนี้ บริษัทจะไม่เข้าไปเต็มร้อย และอาจจะเลือกลงทุนแค่ 2 โครงการ เนื่องจากต้องการรักษาวินัยทางการเงิน ไม่ลงทุนเกินตัว

ทั้งนี้การลงทุนในอินโดนีเซีย เป็นการลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ทั้งแครกเกอร์ไปจนถึงการผลิตเม็ดพลาสติก กำลังการผลิต 1 ล้านตัน งบลงทุนทั้งโครงการประมาณ 4-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทางทางเพอร์ตามินา จะคัดเลือกผู้ร่วมทุนจาก 3 รายคือ พีทีที โกลบอล อีก 2 รายเป็นบริษัทจากเกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทคาดหวังว่าจะได้รับคัดเลือก

"ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทจะเติบโตจากโครงการเดิมที่มีอยู่ แต่หลังจากนั้นบริษัทจะทะยานขึ้น จากโครงการใหม่ในต่างประเทศด้วย โดยคาดว่าบริษัทจะเติบโตปีละ 5-6% ใน 10 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2565 บริษัทจะสามารถสร้างรายได้ให้อยู่ในระดับ 8-9 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทจะเลือกโครงการที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพราะไม่อยากให้เกิดการลงทุนเกินตัว เพราะเป็นโครงการใหญ่มาก จะต้องเพิ่มทุน"

สำหรับงบลงทุนนั้น บริษัทตั้งเป้าจะลงทุนปีละประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่บริษัทจะสามารถรักษาโครงสร้างทางการเงินให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ซึ่งตามแผนบริษัทจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ ดีอี (DE) ไม่ให้เกิน 0.7 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.38 เท่า และรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่ออิบิทดาไม่ให้เกิน 2.4 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.3 เท่า

ส่วนแผนการระดมทุนนั้น บริษัทได้มีการวางแผนสำหรับการลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ที่จะมีการลงทุนประมาณ 4.5-5 พันล้านดอลลาร์ฯแล้ว โดยงบส่วนหนึ่งจะมาจากกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลืออีก 2 พันล้านดอลลาร์ฯ บริษัทจะออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปีที่ผ่านมา บริษัทออกไปแล้ว 1 พันล้านดอลลาร์ฯ เหลืออีก 1 พันล้านดอลลาร์ คาดว่าจะออกในช่วงปลายปีนี้ หรือในช่วงต้นปีหน้า ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงิน

ทั้งนี้บริษัทจะออกหุ้นกู้ระยะยาว อายุประมาณ 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการลงทุนของบริษัท นอกจากนี้การออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ ยังเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับธุรกิจ ที่การลงทุนส่วนใหญ่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนโดยธรรมชาติ หรือ เนเชอรัล เฮดจ์ โดยปัจจุบันบริษัทมีหนี้เป็นเงินบาทอยู่ 63% เป็นดอลลาร์ 37%

เขากล่าวต่อว่า ในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 5.62 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% มีกำไรสุทธิ 3.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และการใช้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการ สำหรับแนวโน้มในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตจากปีที่ผ่านมา จากแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ดีขึ้น และราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ดีขึ้น