“ปิคนิคพลาส”พลาสติกผู้ไม่ยอมเก่า

“ปิคนิคพลาส”พลาสติกผู้ไม่ยอมเก่า

“ปิคนิคพลาสฯ”ขับเคลื่อนกิจการมาเกือบ50ปี เมื่อคนรุ่น1ส่งไม้ต่อให้ทายาทความท้าทายจึงเริ่มขึ้นกับโจทย์ที่ไม่แค่สานต่อทว่าธุรกิจต้องมีอนาคตด้วย

อาคารทรงทันสมัย ดูแปลกตาไปจากโรงงานทั่วไป ขณะที่ภายในเต็มไปด้วยเครื่องจักรและหุ่นยนต์ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ลดทอนแรงงานคนลงได้มหาศาล ผลผลิตจากโรงงานแห่งนี้ คือ ผลิตภัณฑ์กล่องบรรจุอาหารแบรนด์ “Clip Pac” ที่มาพร้อมนวัตกรรมและการรับรองมาตรฐานระดับสากล BRC แห่งแรกของไทย

ใครจะคิดว่าพวกเขาจะอยู่มานานถึงเกือบ 50 ปี (ก่อตั้งบริษัทในปี พ.ศ.2507) เมื่อแทบมองไม่เห็นระบบการทำงานของคน “ยุคเก่า”

“ในยุคของคุณพ่อยังเป็นการทำงานระบบเก่า นั่นคือ ผลิตของออกมาจำนวนมากๆ แล้วเคลื่อนย้ายนำไปประกอบอีกที่หนึ่ง ทำให้การผลิตเกิดกระบวนการสูญเสีย ทั้งยังใช้คนและพลังงานเยอะ ซึ่งพวกผมมองว่า ถ้าเราจะอยู่ในการแข่งขันของธุรกิจนี้ต่อไปได้ ทุกส่วนต้องปรับเปลี่ยน

“ยุทธนา เทียมชีวะศิลป์” กรรมการบริหาร บริษัท ปิคนิคพลาส อินดัสเทรียล จำกัด ทายาทธุรกิจ 5 ทศวรรษบอกกับเราถึงที่มาของการ “คิดใหม่ ทำใหม่” ในองค์กรของพวกเขา หลังทายาทรุ่น 2 ของตระกูล “เทียมชีวะศิลป์” ทยอยเข้ามาดูแลธุรกิจเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา โดยมีพี่สาวคนโต “วนิดา จันทโรจวงศ์” ดูด้านบัญชีและการเงิน ส่วนตัวเขาดูแลโรงงานและขายในประเทศ ขณะน้องชายคนกลาง “สุรชัย” ดูงานออกแบบ ดีไซน์ และตลาดส่งออก ส่วน “ภาณุทัตต์” น้องชายคนเล็ก ดูแลโรงงาน และงานรับจ้างผลิต (OEM) โดยที่ผู้เป็นพ่อ “วิพัฒน์ เทียมชีวะศิลป์” ปัจจุบันได้วางมือจากธุรกิจไปแล้ว

เราได้รับฟังเรื่องราวของพวกเขา ในวันที่ “ปิคนิคพลาส อินดัสเทรียล” ตัดสินใจเปิดโรงงานบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ใน อ.บางซ้าย จ.อยุธยา เพื่อแนะนำโรงงานใหม่ล่าสุด ที่ทุ่มเม็ดเงินไปถึง 350 ล้านบาท เนรมิตรโรงงานให้ได้มาตรฐาน BRC (British Retail Consortium) จากสถาบัน SGS มาตรฐานสุดเคี่ยวของยุโรปที่กำหนดเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์อาหาร (เทียบเท่ากับ GMP, HACCP ในอุตสาหกรรมอาหาร) โดยพวกเขาประกาศว่า ที่นี่เป็นโรงงานแห่งแรกในไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้

“โรงงานนี้เป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับมาตรฐาน BRC โดยเฉพาะ ดังนั้นตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเข้าออกของวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บและจัดส่งถึงมือลูกค้า เราต้องควบคุมให้ได้คุณภาพทั้งระบบ โดยใช้คนให้น้อยที่สุดเพื่อป้องกันการปนเปื้อน ให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สวยงาม ทันสมัย และปลอดภัย สำหรับลูกค้า”

ระบบใหม่ที่เต็มไปด้วยข้อบังคับสุดเข้ม ถูกนำมาใช้เป็นใบเบิกทางสู่ตลาดยุโรป ตลาดส่งออกหลักของพวกเขา เวลาเดียวกันก็พัฒนาและยกระดับสินค้าขึ้นมาเป็นกลุ่มพรีเมียม หนีจากคู่แข่งอย่างจีน และพร้อมเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่าง เกาหลี ด้วยการทำตัวเองให้มีมาตรฐานสากล การเพิ่มดีไซน์และนวัตกรรมให้กับสินค้า และลดต้นทุนในกระบวนการผลิตเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยสามารถตั้งราคาที่ต่ำกว่าสินค้านำเข้าได้ถึง 50-60%

ยุทธนาเปิดแผนการรบหน้าใหม่ของพวกเขา หลังการมาถึงของโรงงานใหม่ โดยเปิดตัว “Clip Pac” แบรนด์น้องใหม่ล่าสุดของปิคนิคพลาส ที่เตรียมทุ่มเม็ดเงินถึง 10 ล้านบาท เพื่อปั้นแบรนด์ให้เป็นที่จดจำของลูกค้า ฉีกตัวเองจากคู่แข่งในตลาดเดียวกันที่มีอยู่ 2-3 ราย และเตรียมใช้โรงงานใหม่ เดินหน้าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหาร (Food packaging) เพื่อเป็นอนาคตให้กับธุรกิจของพวกเขาต่อไป

“ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่พวกผมเข้ามาสานต่อธุรกิจ เมื่อประมาณ 15 ปี ที่ผ่านมา อดีตธุรกิจของเรา ส่งออกประมาณ 5% นอกนั้นขายในประเทศหมด ถึงวันนี้เราส่งออกอยู่ที่ 30 % ทั้งยุโรปและเอเชีย จากมูลค่าธุรกิจสมัยคุณพ่ออยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ทุกวันนี้บริษัทของเรามีรายได้รวมที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทแล้ว และเติบโตปีละประมาณ 15% ” เขาบอกถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น

ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดภายในชั่วข้ามคืน แต่อาศัยการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป ประสาธุรกิจกงสี ที่ต้องสร้างการยอมรับจากคนรุ่นหนึ่งให้ได้ ด้วยการพิสูจน์ตัวเองและทำผลงานให้เห็น

“ผมมาช่วยธุรกิจตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ เริ่มจากเป็นเซลล์ ฉะนั้นต้นทุนของผมคืองานขาย ผมเจอกับลูกค้าเอง จึงรู้ว่าอะไรที่ขายได้ เมื่อขายได้ก็ผลิต ได้รู้ทั้งตลาดและการผลิต นี่จึงเป็นการคิดใหม่ คือมองออกไปในตลาดก่อนว่าอะไรขายดี แล้วนำมาทำ จากนั้นหาทางลดของเสียในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน”

เขาบอกจุดเริ่มต้นของการคิดใหม่แบบปิคนิคพลาส ที่แตกต่างจากเถ้าแก่ยุคเก่า โดยมีผลพลอยได้สำคัญคือการลดต้นทุน การสร้างมูลค่าและคุณภาพให้กับสินค้า หนึ่งในการคิดใหม่คือ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่น้องชายคนรอง “สุรชัย” เข้ามาดูแล

“รุ่นลูกๆ เริ่มมองต่างมุม อย่างสินค้าพลาสติก จะเห็นว่าเก้าอี้ตัวละร้อยก็มี ตัวละพันก็มี ฉะนั้นเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มจึงสำคัญ เมื่อเรามีโรงงานที่ดีแล้ว ก็น่าจะผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วย จึงมามุ่งเรื่องการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีนวัตกรรมและเป็นที่ต้องการของลูกค้า จะเห็นว่าเราพยายามกระจายความเสี่ยงด้วยการทำผลิตภัณฑ์ในหลายๆ กลุ่ม แต่ทั้งหมดอยู่บนรอแมททีเรียลที่เราเชี่ยวชาญก็คือพลาสติก” เขาบอก

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของพวกเขาครอบคลุมทั้ง ของใช้ในครัวเรือน ซึ่งมีอยู่ถึง 40% เครื่องใช้สำหรับเด็กอ่อน เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็คทรอนิกส์ และลังอุตสาหกรรม อาจดูเหมือนแตกต่าง แต่ทั้งหมดล้วนมาจากวัตถุดิบหลักคือ “พลาสติก” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพลาสติกที่สั่งสมมาตลอด 50 ปี นั่นเอง

การรับช่วงต่อธุรกิจของตระกูล ดูราบรื่นกว่าหลายๆ ครอบครัว และสามารถปล่อยให้เหล่าทายาทได้เข้ามาสานต่อแบบเต็มตัวตั้งแต่วัยเพียง 30-40 ปี ทำให้ธุรกิจปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะต่อสู้กับการแข่งขันสุดสาหัสในตลาดโลกวันนี้ได้

แม้เป็นผู้บริหารเลือดใหม่ แต่พวกเขาบอกว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากผู้เป็นพ่อ และยังคงยึดมั่นเป็นหัวใจการทำธุรกิจของปิคนิคพลาส ในวันนี้ ก็คือ “ความซื่อสัตย์” ทั้งต่อตัวเอง คู่ค้า และลูกค้า

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อ คือ “ความซื่อสัตย์” ความซื่อสัตย์เท่านั้น ที่ทำให้เราอยู่ในธุรกิจนี้ได้มาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เรื่องเงิน คุณพ่อสอนเสมอว่า ยืมเงินใครมา ต้องจ่าย ไม่จ่ายก็จบ ไม่ซื่อสัตย์ก็จบ นั่นคือเราต้องมีวินัย ทั้งกับ ตัวเอง และผู้บริโภค แม้แต่คำสัญญาที่ให้กับลูกค้าก็ต้องรักษาคำมั่นไว้ให้ได้ นี่คือสิ่งที่ท่านพร่ำสอน”

อีกหนึ่งกรณีศึกษาของการสืบทอดธุรกิจแบบคิดใหม่ ให้กิจการอยู่รอดในมือทายาท

...........................................

Key to success

สานต่อธุรกิจแบบปิคนิคพลาสฯ

๐ ให้ทายาทเข้ามาช่วยธุรกิจตั้งแต่ต้น

๐ พร้อมปล่อยมือให้ทายาทพิสูจน์ตัวเอง

๐ ปรับระบบทำงานแบบเก่า ให้ทันสมัย ได้มาตรฐาน

๐ สร้างนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและมีอนาคต

๐ พี่น้องต้องสามัคคี มีหน้าที่ชัดเจนในกงสี

๐ ไม่ปิดกั้นตัวเอง ธุรกิจครอบครัวก็เป็นมหาชนได้