เรามองว่าตลาดไทยวันนี้มีโอกาสปรับขึ้น เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้นและราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น อีกทั้งตลาดในภูมิภาคส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก
แนวรับ/แนวต้าน: 1485/1505
กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวดีสนับสนุน
สัดส่วนการลงทุน: เงินสด 40%: พอร์ตหุ้น 60%
นักลงทุนระยะสั้น: เก็งกำไร ERW , SPCG , BTS , PTTEP , AI ,SAT
นักลงทุนระยะยาว: ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน และหุ้นที่ให้ปันผลสูง และหุ้นที่แนะนำให้ซื้อและถือยาว คือ BGH , CPALL , WHA , BCP
จับข่าวมาเก็งกำไร
MAJOR : เราคงคำแนะนำซื้อหุ้น MAJOR และมองว่าแผนการขยายตลาดไปยังกัมพูชาช่วงปลายปี 2556 โดยร่วมกับพันธมิตรอย่างอิออนมอลล์ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น จะสนับสนุนประโยชน์ด้านการเติบโตของกำไรในระยะยาวให้ MAJOR (รายละเอียดอยู่ในบทวิเคราะห์วันนี้)(แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 26 บาท)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+รัฐบาลอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 57 วงเงิน 2.52 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 56 ราว 5.2% ซึ่งจะใช้ในโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน แต่จะมีรายได้สุทธิ 2.28 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.3% จากปี 56 ส่งผลให้มีงบประมาณขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท
+เศรษฐกิจไทยในปีงบประมาณ 57 จะมีการขยายตัวประมาณ 4.5% และมีอัตราเงินเฟ้อประมาณ 3.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ประกอบกับการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
ปัจจัยต่างประเทศ
+ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดเพิ่มขึ้น 47.46 จุดหรือ 0.34% ปิดที่ 14,018.70 หลังนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ ประกอบกับคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีสหรัฐจะเสนองบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและเน้นนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือและอิหร่าน
+ราคาน้ำมัน NYMEX ส่งมอบเดือน มี.ค. ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.48 ดอลลาร์หรือ 0.49% ปิดที่ 97.51ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับเพิ่มการคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันในตลาดโลกของโอเปกและกระทรวงพลังงานสหรัฐราว 130,000 และ 1.5 ล้าน บาร์เรลต่อวันในปี 56 และสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล









