ก.ล.ต.ยันสอบบีทีเอสไร้การเมืองแทรก รับส่งหนังสือขอข้อมูลดีเอสไอภายใน 30 วัน ประกอบอนุมัติไฟลิ่งอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ 5 หมื่นล้าน
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงการพิจารณาแบบรายการแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (บีทีเอส) ว่า ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ดีเอสไอส่งข้อมูลผลการสอบสวนบีทีเอสมาให้ก.ล.ต. หากได้ข้อสรุป เพราะก.ล.ต.จะใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาอนุมัติไฟลิ่งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของบีทีเอสด้วย ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ที่หากข้อมูลไม่ครบถ้วน ก.ล.ต.จะต้องขอข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
"ก.ล.ต.ขอให้ดีเอสไอ ส่งข้อมูลมาให้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ดีเอสไอได้รับหนังสือ เพราะก.ล.ต.มีกรอบเวลาพิจารณาอนุมัติไฟลิ่ง โดยยืนยันว่าเป็นไปตามขั้นตอนการพิจารณาไฟลิ่งปกติ เหมือนกับการพิจารณาบริษัทอื่นๆ ก.ล.ต.ไม่ได้ยื้อ และไม่ได้มีคำสั่งทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง" นายวรพลให้ความเห็น
ก่อนหน้านี้ วันที่ 2 ม.ค.ปีนี้ ดีเอสไอได้แถลงว่า คณะทำงานสอบสวนคดีพิเศษ มีมติให้แจ้งข้อหาผู้บริหารกรุงเทพมหานคร บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (กรุงเทพธนาคม) กับผู้บริหารบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) กรณีจัดทำสัญญาการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสว่าร่วมกันประกอบกิจการรถราง โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต่อมาวันที่ 16 ม.ค.ปีนี้ ดีเอสไอได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องบางส่วนมารับทราบข้อหา
ขณะที่วันที่ 1 ก.พ.ปีนี้ ก.ล.ต. ได้มีหนังสือถึงดีเอสไอ แจ้งข้อมูลการจัดตั้งกองทุน BTSGIF ว่า กองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนโดยการซื้อสิทธิในรายได้สุทธิ ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพสายหลักตามสัญญาสัมปทาน ฉบับลงวันที่ 9 เม.ย.ปี 2535 มีระยะเวลาประมาณ 17 ปี โดยการลงทุนของกองทุน BTSGIF จะสิ้นสุดลงพร้อมอายุสัมปทานดังกล่าว
ทั้งนี้นายวรพลกล่าวด้วยว่า วานนี้ (4 ก.พ.) สำนักงาน ก.ล.ต. ร่วมกับ 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย ชมรมวาณิชธนกิจ และผู้สอบบัญชี เปิดตัวโครงการ “หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด” รุ่นที่ 2 เพื่อกระตุ้นให้บริษัทในต่างจังหวัด เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
โครงการแรกได้รับความสนใจมาก มีผู้สมัครร่วมโครงการ ถึง 104 บริษัท จาก 34 จังหวัด สำหรับโครงการรุ่นที่ 2 ยังเน้นกิจการที่จดทะเบียนหรือมีธุรกิจหลักในต่างจังหวัด ซึ่งดำเนินกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และเปิดกว้างให้กิจการที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วและส่วนของผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท หรือมีผลกำไร หรือมีกำไรสะสม อย่างใดอย่างหนึ่ง ในงบการเงินงวดปีล่าสุด สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยเปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 พ.ค.นี้ และหากยื่นไฟลิ่งภายในสิ้นปี 2557 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมจากก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯ
ด้านนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่าบริษัทที่เข้าร่วมโครงการรุ่นที่ 1 สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แล้ว 4 บริษัทมีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ปทุมธานีและปราจีนบุรี นอกจากนี้มีอีก 5 บริษัทอยู่ระหว่างยื่นคำขอและรอเข้าจดทะเบียน









