บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) มีกำหนดรับมอบเครื่องบินใหม่ 65 ลำ ในช่วง 6 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2560
เครื่องบินเหล่านี้ติดตั้งเก้าอี้และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น แต่การบินไทยจำเป็นต้องมีแผนการตลาดที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้
นายดนุช บุนนาค รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ การบินไทย ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การบินไทยตั้งเป้าว่า Production ในปีนี้จะเติบโต 9% จากปี 2555 หรือเติบโตแบบก้าวกระโดด และรายได้จะเติบโต 12% ซึ่งเป็นผลจากการรับมอบเครื่องบินใหม่รวม 17 ลำ คือ 1.เครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 จำนวน 3 ลำ 2.เครื่องบินโบอิง 777-300 อีอาร์ จำนวน 6 ลำ 3.เครื่องบินแอร์บัส เอ 330-300 จำนวน 2 ลำ และ4.เครื่องบินแอร์บัส เอ 320-200 จำนวน 6 ลำ ซึ่งจะใช้สำหรับหน่วยธุรกิจการบินไทยสมายล์
ทั้งนี้ การรับมอบเครื่องบินจำนวนมากส่งผลให้การบินไทยต้องปรับปรุงแผนการตลาดเพื่อเพิ่มรายได้ ประกอบกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)เริ่มมีการพัฒนาที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากการขยายตัวของตลาดในกลุ่มอาเซียน ขณะที่ตลาดการบินในยุโรปยังคงมีปัญหาต่อเนื่อง การบินไทยจึงจะนำเครื่องบินที่รับมอบส่วนใหญ่มาขยายตลาดในเอเชียเป็นหลัก เพราะยังคงมีอัตราการเติบโตสูง โดยเฉพาะตลาดอาเซียน
สำหรับกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้คือการเปิดบริการเส้นทางบินระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองหลวงทั้งหมดในกลุ่มอาเซียนให้ครบทุกเมือง ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงเส้นทางกรุงเทพฯ-บันดาร์เสรีเบกาวัน เมืองหลวงของประเทศบรูไน ซึ่งเดิมเคยเปิดให้บริการแต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการเส้นทางนี้อีกครั้งภายในไตรมาสสองปีนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวจากการเปิด AEC
นอกจากนั้น การบินไทยจะพิจารณาเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเชื่อมต่อเมืองหลวงอื่นๆ ในอาเซียน และเปิดเส้นทางบินเชื่อมต่อระหว่างเมืองรองกับเมืองหลวงและเมืองหลักภายใน AEC โดยใช้เครื่องบินแอร์บัส เอ 320-200 เป็นเครื่องมือในการขยายตลาดภายใต้แบรนด์ไทยสมายล์ โดยในวันที่ 31 มี.ค.นี้ การบินไทยสมายล์จะเปิดให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-มัณฑะเลย์ในประเทศพม่า เพราะปัจจุบันพม่าเป็นจุดบินที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยในระยะแรกจะให้บริการสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน ก่อนจะปรับเพิ่มเที่ยวบินในระยะต่อไป ส่วนจุดบินอื่นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือสุราบายาและเมดานในอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ การเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างจุดบินในจีนกับเมืองหลักและเมืองรองเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการบินไทยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพฯ-หางโจว กรุงเทพฯ-นานกิง กรุงเทพฯ-ซัวเถา ภูเก็ต-กวางเจา ซึ่งตลาดจีนแม้จะมีอัตราการเติบโตสูง แต่ข้อจำกัดคือ SLOT ในแต่ละท่าอากาศยานหนาแน่นมาก ขณะที่รูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีนคือเดินทางเป็นกลุ่ม
สำหรับกลยุทธ์ที่การบินไทยจะนำมาใช้ในการบุกตลาดจีนคือการให้บริการแบบเช่าเหมาลำ (Schedule Charter) ซึ่งการขอ SLOT เที่ยวบินประเภทนี้จะง่ายกว่าเที่ยวบินประจำ แม้ Yield จะต่ำ แต่ถือเป็นการเปิดตลาด และง่ายต่อการพัฒนาเป็นเที่ยวบินประจำในระยะต่อไป จะเห็นว่าจุดบินในจีน เช่น กวางเจา มีเที่ยวบินประเภทนี้ให้บริการเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจตลาดและความเป็นไปได้ในการให้บริการ Schedule Charter
อย่างไรก็ตาม การบินไทยจะพัฒนาหน่วยงานด้าน Charter ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น และเครื่องบินที่จะนำมาให้บริการ Schedule Charter จะพิจารณาจากเครื่องบินที่ปลดระวางและอยู่ระหว่างรอการขาย ซึ่งในปีนี้การบินไทยมีแผนปลดระวางเครื่องบิน 13 ลำ คือ เครื่องบินโบอิง 747-400 จำนวน 2 ลำ เครื่องบิน แอร์บัส เอ 300-600 จำนวน 4 ลำ เครื่องบินโบอิง 737-400 จำนวน 2 ลำ และเครื่องบินโบอิง 777-300 อีอาร์ ซึ่งเช่าจากเจ็ทแอร์เวย์ส ส่วนเครื่องบินที่ไม่มีตารางบินในช่วงกลางคืนสามารถนำมาให้บริการ Schedule Charter ได้เช่นกัน เพื่อให้เครื่องบินใช้งานได้เต็มศักยภาพ
ส่วนตลาดอินเดีย จะใช้เครื่องบินแอร์บัส เอ 320-200 ในการพัฒนาเส้นทางบินเช่นกัน โดยจุดบินใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา คือ กรุงเทพฯ-อาเมอราบัด ซึ่งเป็นตลาดใหม่ และกรุงเทพฯ-อมาริสสา เมืองหลวงของชาวซิกข์ รวมทั้ง เดลี-ภูเก็ต มุมไบ-ภูเก็ต
"ปัจจุบันการบินไทยมีรายได้จากตลาดเอเชีย 50-55% และมีรายได้จากตลาดยุโรป 40-45% แต่ปีนี้สัดส่วนรายได้จากตลาดเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรืออยู่ในระดับ 60% เพราะอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดยุโรป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปมากนัก เพราะยังเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ"
ทั้งนี้ กลยุทธ์การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดยุโรปคือการใช้เครื่องบินลำตัวกว้างคือแอร์บัส เอ 380-800 ในการเพิ่ม Production และเน้นการเพิ่มความถี่เที่ยวบินในจุดที่ปริมาณผู้โดยสารหนาแน่นมากกว่าการเปิดเส้นทางบินใหม่ โดยการใช้เครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 ให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต กรุงเทพฯ-ปารีส และกรุงเทพฯ-ลอนดอน
นอกจากนั้น การบินไทยจะร่วมมือกับพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือในรูปแบบ Code Share เพื่อทำการตลาดและบริการร่วมกัน รวมทั้งการส่งถ่ายผู้โดยสาร ซึ่งจะช่วยให้การบินไทยสามารถพัฒนาเครือข่ายการบินได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งความร่วมมือในการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆรวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยคาดว่าในช่วงต้นปีนี้การบินไทยจะทำข้อตกลง Code Share กับสายการบินเอสเอเอส เพื่อร่วมมือกันทำตลาดในเส้นทางกรุงเทพฯ-โคเปนเฮเกน และเส้นทางยุโรปตอนเหนือเชื่อมต่อไปยังตลาดอเมริกา
ขณะเดียวกัน การบินไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาทำข้อตกลง Code Share กับสายการบินบรัสเซลส์ แอร์ไลน์ เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาจุดบินบรัสเซลส์เป็นจุดต่อเชื่อมไปยังตลาดแอฟริกา และด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา ส่วนในเอเชียอยู่ระหว่างการหารือกับสิงคโปร์ แอร์ไลนส์ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันจากการเปิด AEC รวมทั้งการพัฒนาความร่วมมือกับสายการบินเอเอ็นเอให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการหารือกับสายการบินโอมานในตะวันออกกลางถึงการพัฒนาความร่วมมือในการให้บริการ โดยความร่วมมือเหล่านี้เป็นการขยายช่องทางการขาย ซึ่งผู้โดยสารจะเข้าถึงการบินไทยได้มากยิ่งขึ้น
ส่วนตลาดสหรัฐ จะเร่งพัฒนาเส้นทางกรุงเทพฯ-ลอสแองเจลิส ให้เป็น Daily Flight โดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งอาจเพิ่มเที่ยวบินผ่านโตเกียวที่ท่าอากาศยานฮาเนดะ หรือโอซาก้า ส่วนเส้นทางนิวยอร์ค อาจเปิดให้บริการอีกครั้งแต่จะไม่เป็นเที่ยวบินตรง โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาระหว่างกรุงเทพฯ-เซี่ยงไฮ้-นิวยอร์ค หรือกรุงเทพฯ-โอซาก้า-นิวยอร์ค
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของธุรกิจการบินปีนี้ยังคงมีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำ ประกอบกับการเปิด AEC จะส่งผลให้การแข่งขันสูงยิ่งขึ้น ซึ่งการพัฒนาของสายการบินต้นทุนต่ำช่วยให้ตลาดการบินขยายตัวมากขึ้น ถือเป็นการเปิดตลาดการเดินทางโดยเครื่องบิน ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น จึงขึ้นอยู่กับว่าสายการบินจะขยายฐานลูกค้าจากตลาดที่โตขึ้นอย่างไร
"จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ส่วนแบ่งการตลาดในภาพรวมของการบินไทยลดลง เพราะสายการบินต้นทุนต่ำและสายการบินเช่าเหมาลำขยายตัวอย่างมาก แต่ Volume เราขยายตัว สัดส่วนใน Full Service Airline ไม่ได้ลดลง เพราะเราดึงผู้โดยสารที่เริ่มใช้สายการบินต้นทุนต่ำให้เปลี่ยนมาใช้ Full Service โดยมีไทยสมายล์เป็นตัวรองรับการพัฒนา"
สำหรับกลยุทธ์ในการดึงผู้โดยสารให้มาใช้บริการการบินไทย คือ การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์บริการบนเครื่องบินให้มีเอกลักษณ์เด่นชัดมากขึ้น โดยเฉพาะความเป็นไทย ซึ่งในปีนี้จะเห็นชัดเจนว่าคุณภาพของเก้าอี้และผลิตภัณฑ์ต่างๆ บนเครื่องบินจะเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่สามารถยอมรับได้









